ตัวอย่างเช่น วันนี้มีใครเข้ามาพูดคุยด้วยหรือไม่ มีคนแปลกหน้าให้ขนมหรือของขวัญหรือเปล่า หรือมีใครชวนไปทำกิจกรรมในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่
หากพบว่าลูกมีรอยเขียนหรือสิ่งแปลกปลอมบนร่างกาย ควรถามถึงที่มาอย่างใจเย็น ไม่ควรตำหนิหรือทำให้เด็กกลัว เพราะอาจทำให้ลูกไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งต่อไป
สิ่งสำคัญคือทำให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่พร้อมรับฟังเสมอ แม้ลูกจะเผลอทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมก็ตาม
2. สอนให้ลูกปฏิเสธคำชักชวนที่ไม่ปลอดภัย
เด็กเล็กอาจยังแยกแยะเจตนาของคนแปลกหน้าได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาพูดคุยด้วยท่าทีเป็นมิตร หรือเสนอของขวัญและกิจกรรมที่เด็กสนใจ
พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเข้าใจว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่อ้างตัวว่าเป็นครู เจ้าหน้าที่ หรือคนรู้จักของครอบครัว หากต้องการพาเด็กไปที่อื่น เด็กควรตรวจสอบกับผู้ปกครองก่อนเสมอ
ควรฝึกให้ลูกพูดปฏิเสธอย่างชัดเจน เช่น ไม่ไปกับคนที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่รับข้อเสนอให้เดินทางไปสถานที่อื่นตามลำพัง และไม่เก็บความลับเกี่ยวกับการสัมผัสร่างกายหรือคำชักชวนที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
นอกจากนี้ ควรฝึกสถานการณ์จำลองให้เด็กได้ทดลองพูดปฏิเสธและขอความช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถนำทักษะไปใช้ได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คุ้นเคย
3. กำหนดจุดรับส่งและวิธีติดต่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
การวางแผนเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ปกครองควรกำหนดบุคคลที่มีสิทธิ์รับลูกกลับบ้านให้ชัดเจน รวมถึงแจ้งให้โรงเรียนทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้มารับ
สำหรับเด็กที่โตพอจะใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์สื่อสารได้ อาจเตรียมหมายเลขติดต่อของผู้ปกครองและญาติที่ไว้ใจได้ไว้ให้พร้อม
หากครอบครัวเลือกใช้นาฬิกาหรืออุปกรณ์ระบุตำแหน่ง ควรอธิบายวิธีใช้งานให้ลูกเข้าใจ และไม่ควรพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้เพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดปัญหาแบตเตอรี่หมด สัญญาณขาดหาย หรืออุปกรณ์สูญหายได้
อีกเรื่องที่สำคัญคือควรตกลงจุดนัดพบที่ปลอดภัยในกรณีพลัดหลง เช่น จุดประชาสัมพันธ์ของห้างสรรพสินค้า หรือเจ้าหน้าที่ประจำสถานที่ แทนการปล่อยให้เด็กเดินตามหาผู้ปกครองเพียงลำพัง
4. รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบพฤติกรรมที่น่าสงสัย
หากมีบุคคลพยายามชักชวนเด็กให้เดินทางไปด้วย เสนอของขวัญโดยมีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม หรือพยายามติดต่อเด็กโดยหลีกเลี่ยงผู้ปกครอง ควรเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ข้อมูลที่มีประโยชน์ ได้แก่ วันและเวลาที่พบเห็น สถานที่ ลักษณะบุคคล เสื้อผ้าที่สวมใส่ และพฤติกรรมที่เกิดขึ้น หากมีภาพจากกล้องวงจรปิดหรือพยานเห็นเหตุการณ์ก็ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบ
หากมีความเสี่ยงเร่งด่วน ควรติดต่อหน่วยงานฉุกเฉินหรือตำรวจในพื้นที่ทันที ไม่ควรเข้าไปเผชิญหน้ากับบุคคลที่สงสัยด้วยตนเองจนทำให้เด็กหรือผู้ปกครองตกอยู่ในอันตราย
ภาพประกอบจำลองสถานการณ์การพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เมื่อพบเหตุการณ์ผิดปกติ
ความเข้าใจที่ถูกต้องสำคัญกว่าความหวาดกลัว
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ ข่าวเกี่ยวกับสัญลักษณ์ลับที่ใช้ทำเครื่องหมายเหยื่อมักถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องจะมีหลักฐานรองรับ
องค์กร Polaris ซึ่งทำงานด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์เคยอธิบายถึงข่าวลือเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายบางชนิดเพื่อระบุตัวเหยื่อ โดยระบุว่าข่าวลือหลายรูปแบบไม่ได้รับการยืนยัน และการค้ามนุษย์ในความเป็นจริงมักเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง การควบคุม และการใช้ความไว้วางใจมากกว่าภาพจำเรื่องการลักพาตัวจากคนแปลกหน้าเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น พ่อแม่จึงไม่ควรตื่นตระหนกเมื่อพบภาพวาดบนแขนลูก แต่ควรให้ความสำคัญกับที่มาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากมีเหตุอันควรสงสัยก็ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบตามขั้นตอน
เรื่องราวของเด็กหญิงคนนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การดูแลลูกไม่ได้หมายถึงการห้ามเด็กออกไปพบเจอผู้คนหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน แต่คือการเตรียมความพร้อมให้เด็กรู้จักปฏิเสธสิ่งที่ไม่ปลอดภัย กล้าขอความช่วยเหลือ และกล้าเล่าเรื่องทุกอย่างให้ครอบครัวฟัง
เพราะบางครั้งสิ่งที่ช่วยป้องกันอันตรายได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่อุปกรณ์ราคาแพง แต่เป็นความใส่ใจของพ่อแม่ การสื่อสารที่ดี และความรู้ที่เหมาะสมกับวัยของลูก
การสอนลูกให้รู้จักระวังตัวตั้งแต่วันนี้ คือหนึ่งในของขวัญที่มีคุณค่าที่สุดที่ครอบครัวจะมอบให้ได้

















