Home ต่างประเทศ สั่งพักงานทีมแพทย์ หลังลืมผู้ป่วยไว้ในเครื่อง MRI นาน 6 ชั่วโมงกลางดึก

สั่งพักงานทีมแพทย์ หลังลืมผู้ป่วยไว้ในเครื่อง MRI นาน 6 ชั่วโมงกลางดึก

8

ผู้ป่วยติดอยู่ในเครื่อง MRI นาน 6 ชั่วโมง ก่อนมีคนได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ

โรงพยาบาลออกมาขอโทษ สั่งพักงานผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบความปลอดภัย

หลังจากเหตุการณ์ได้รับการเปิดเผย โรงพยาบาลถงจี้ได้ออกมาชี้แจงและแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวขอโทษผู้ป่วยและครอบครัวสำหรับความผิดพลาดในการดูแลระหว่างการตรวจรักษา

ทางโรงพยาบาลยอมรับว่าบุคลากรในแผนกรังสีวินิจฉัยที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวมีความบกพร่องในการปฏิบัติตามระเบียบการทำงาน รวมถึงขั้นตอนการส่งมอบหน้าที่ระหว่างการเปลี่ยนเวร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล

Image preview

ฝ่ายบริหารจึงมีคำสั่งพักงานบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดชอบตามขั้นตอนของหน่วยงาน

นอกจากมาตรการทางวินัยแล้ว โรงพยาบาลยังได้จัดให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดภายหลังได้รับความช่วยเหลือ เพื่อประเมินว่าการอยู่ภายในเครื่อง MRI เป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือไม่

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยและครอบครัวให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะแม้เครื่อง MRI จะเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่การต้องอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ย่อมทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและสภาพร่างกายได้

ในทางการแพทย์ เครื่อง MRI หรือเครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในร่างกาย แตกต่างจากการตรวจด้วยเอกซเรย์หรือ CT บางประเภทที่ใช้รังสีเอกซ์ ซึ่งเป็นรังสีชนิดก่อไอออน

ดังนั้น การอยู่ภายในเครื่อง MRI เป็นเวลานานจึงไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการได้รับรังสีเอกซ์เป็นเวลานานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ภายในเครื่องโดยไม่มีการดูแลจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

สิ่งที่ต้องพิจารณายังรวมถึงการนอนอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ความไม่สบายตัว อาการปวดเมื่อย ความเครียด และความวิตกกังวลจากการอยู่ในพื้นที่แคบ โดยเฉพาะผู้ที่เข้ารับการตรวจเพราะมีปัญหาบริเวณคอหรือกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว

กรณีของนายถังจึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรสรุปว่าผู้ป่วยไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เพียงเพราะเครื่อง MRI ไม่ได้ใช้รังสีไอออไนซ์

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือขั้นตอนการส่งมอบงานระหว่างเจ้าหน้าที่ เพราะข้อมูลที่รายงานออกมาแสดงให้เห็นว่าการบันทึกสถานะในระบบไม่ได้สอดคล้องกับตำแหน่งของผู้ป่วยจริง

การเปลี่ยนเวรในแผนกที่มีผู้ป่วยเข้ารับการตรวจอย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนตรวจสอบที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยออกจากเครื่องแล้ว การตรวจสอบห้องตรวจ และการส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้รับผิดชอบแต่ละช่วงเวลา

หากมีเพียงการแจ้งข้อมูลด้วยวาจาหรือการอัปเดตสถานะในระบบโดยไม่มีการตรวจสอบซ้ำ ก็อาจเกิดช่องว่างในการดูแลได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพยังให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบจำนวนผู้ป่วยและสถานะของแต่ละคนได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะก่อนปิดห้องตรวจหรือส่งมอบหน้าที่ให้ทีมถัดไป

สำหรับโรงพยาบาลถงจี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตรวจสอบกระบวนการทำงานภายในหน่วยงาน รวมถึงการทบทวนมาตรการป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในอนาคต

ขณะเดียวกัน เรื่องการชดเชยความเสียหายก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องดำเนินการ โรงพยาบาลได้ติดต่อกับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหา แต่มีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงรายละเอียดเรื่องค่าชดเชยได้ จึงมีการแนะนำให้ครอบครัวดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน และทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล โดยเฉพาะความรับผิดชอบของบุคลากรในช่วงเปลี่ยนเวร และความจำเป็นของระบบตรวจสอบที่ไม่ควรพึ่งพาการบันทึกข้อมูลเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายถังเป็นเครื่องเตือนใจว่าความปลอดภัยของผู้ป่วยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความทันสมัยของเครื่องมือทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความรอบคอบของเจ้าหน้าที่ การสื่อสารระหว่างทีม และระบบติดตามผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพด้วย

เครื่อง MRI อาจเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้แพทย์ค้นหาความผิดปกติภายในร่างกายได้อย่างละเอียด แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับการดูแลครบถ้วน ยังคงเป็นหน้าที่พื้นฐานที่สถานพยาบาลไม่ควรมองข้าม

เหตุการณ์ที่ผู้ป่วยคนหนึ่งต้องรอความช่วยเหลือจนถึงรุ่งเช้าจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ในสถานพยาบาล ความผิดพลาดเพียงขั้นตอนเดียวอาจสร้างความทุกข์ใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างมาก และการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกควรเป็นสิ่งที่ทุกโรงพยาบาลให้ความสำคัญ