ทนายเดชา” เปิดปมพูลวิลล่าภูเก็ต แฉแหลกเส้นทางเงิน 20-30 ล้าน จี้ถาม “Who is The Last Boss?” หลัง “ก๊อต อธิป” หายตัว
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ยังคงมีข้อสงสัยตามมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี และธุรกิจพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต ซึ่ง ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ พร้อมทีมกฎหมายของผู้เสียหาย ออกมาเปิดเผยข้อมูลอีกด้าน โดยระบุว่า ช่างเอ๋ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ได้เข้ามาปรึกษาข้อกฎหมายตั้งแต่ปี 2568 หลังเกิดข้อพิพาทกับ บุ๋ม ปนัดดา อดีตประธานมูลนิธิองค์กรทำดี และ ก๊อต อธิป สามี

ทนายเดชาเปิดเผยว่า ช่างเอ๋เป็นเพื่อนสนิทกับ ก๊อต อธิป เนื่องจากเป็นนักยิงปืนด้วยกัน ก่อนที่ก๊อตจะชักชวนให้ร่วมเปิดบริษัททำธุรกิจขายบ้านพูลวิลล่าบนที่ดินของบุ๋ม ปนัดดา ในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 2 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 2 ไร่ โดยในช่วงแรกมีการนำที่ดินทั้ง 2 แปลงไปจำนองกู้เงินจากธนาคารเป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี แต่ต่อมากลับมีการนำเงินสดไปชำระปิดหนี้ทั้งหมด ซึ่งยังไม่ทราบแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป
สำหรับข้อตกลงทางธุรกิจ แบ่งเป็นค่าจ้างก่อสร้างบ้านหลังละประมาณ 7-9 ล้านบาท และส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการขายบ้านพูลวิลล่าหลังละประมาณ 18-21 ล้านบาท โดยตกลงแบ่งกำไรในสัดส่วน 60-40% ซึ่งทนายเดชาอ้างว่า บุ๋ม ปนัดดารับรู้เรื่องการดำเนินธุรกิจบนที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการค้างชำระค่าก่อสร้างงวดสุดท้ายประมาณ 2.7 ล้านบาท ทำให้ช่างเอ๋ไม่สามารถติดตามทวงถามเงินได้ อีกทั้งยังไม่สามารถติดต่อก๊อตได้ทุกช่องทาง เมื่อตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่สำนักงานพาณิชย์และนายทะเบียนจังหวัดภูเก็ต เพื่อเตรียมดำเนินคดี กลับพบว่าบริษัทถูกสั่งปิดไปแล้ว ทั้งที่ช่างเอ๋ยังเป็นหุ้นส่วนและมีสถานะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่
ทนายเดชาอ้างว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการปลอมลายมือชื่อช่างเอ๋ รวมถึงเปลี่ยนอีเมลทั้งหมดเพื่อดำเนินการปิดบริษัท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ ช่างเอ๋ยังเคยพยายามติดตามทวงหนี้ไปถึงบ้าน แต่ก็ยังไม่ได้รับการชำระเงิน
ทนายเดชายังระบุว่า บุ๋ม ปนัดดา เคยเดินทางไปดูโครงการพูลวิลล่าที่ภูเก็ตด้วยตนเองทั้งหมด 3 ครั้ง โดยมีภาพถ่ายเป็นหลักฐาน อีกทั้งที่ดินยังเป็นชื่อของบุ๋มเอง จึงมองว่าการอ้างว่าไม่ทราบเรื่องการก่อสร้างเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ

นอกจากข้อพิพาทเรื่องค่าก่อสร้างแล้ว ทนายเดชายังเปิดเผยประเด็นเส้นทางการเงิน โดยอ้างว่าพบการโอนเงินบริจาคจากบัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีประมาณ 20-30 ล้านบาท ไปยังบริษัทผู้รับเหมาประมาณ 3 บริษัท ก่อนจะมีการโอนเงินทั้งหมดกลับคืนไปยังสามีของบุ๋ม ปนัดดา โดยมีการอ้างว่ายังไม่ได้ปรึกษาคณะกรรมการมูลนิธิฯ
ทนายเดชาระบุว่า ช่างเอ๋ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงเงินมูลนิธิฯ แต่กลับได้รับผลกระทบจากการทำธุรกรรมดังกล่าว เนื่องจากภายหลังกรมสรรพากรมีหนังสือตรวจสอบรายได้และเรียกเก็บภาษีจากช่างเอ๋ จึงได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา เพื่อให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของก๊อตและมูลนิธิฯ เกี่ยวกับการโอนเงินเข้าและออกจากบริษัท
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกเปิดเผย คือกรณีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดภูเก็ต โดยทนายเดชาอ้างว่า ก๊อตได้สั่งให้ช่างเอ๋ไปจัดหาคนขับรถแทรกเตอร์เพื่อเข้าไปไถเปิดพื้นที่ ส่งผลให้ช่างเอ๋ถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวนฯ และได้ให้การว่าก๊อตเป็นผู้ว่าจ้างให้ดำเนินการดังกล่าว พร้อมระบุว่าก๊อตเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งนี้มาก่อน แต่คดีได้สิ้นสุดลงแล้ว

ขณะเดียวกัน หลังเกิดปัญหาทางธุรกิจ ช่างเอ๋พยายามเข้าไปเก็บข้าวของ เครื่องมือก่อสร้าง และเหล็กจากไซต์งาน แต่กลับพบว่าบ้านพักถูกทุบทำลายและทรัพย์สินสูญหายทั้งหมด จึงได้แจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ต่อมาสามีของบุ๋มยังได้นำป้ายมูลนิธิองค์กรทำดีไปติดประกาศในพื้นที่ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิฯ
อย่างไรก็ตาม ทนายเดชาอ้างว่า จากการตรวจสอบย้อนหลัง มูลนิธิองค์กรทำดีไม่เคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินหรือนำเงินไปซื้อที่ดินในจังหวัดภูเก็ต โดยมีการระบุทรัพย์สินไว้เฉพาะในจังหวัดปทุมธานีเท่านั้น
ส่วนกรณีที่บุ๋ม ปนัดดา ออกมาแถลงข่าวก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าที่ดินในจังหวัดภูเก็ตไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิฯ และสามีเป็นผู้ดำเนินการเพียงลำพังนั้น ทนายเดชามองว่าคำชี้แจงดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าบุ๋มรับรู้เรื่องการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ทนายเดชายังชี้แจงกรณีที่บุ๋มพูดถึงช่างเอ๋ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารมูลนิธิฯ มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท ในจังหวัดปทุมธานี โดยยืนยันว่าช่างเอ๋ไม่ได้รับงานก่อสร้างดังกล่าว เพียงส่งเอกสารเสนอราคาเพื่อเปรียบเทียบเท่านั้น พร้อมตั้งคำถามว่าบริษัทใดเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารแห่งนี้
ทนายเดชายังกล่าวถึงคณะกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งประกอบด้วยนักข่าวสายอาชญากรรมจากหลายสำนักข่าว รวมถึงทนายความหญิง โดยมองว่าการนำเงินออกจากมูลนิธิฯ ควรต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการและมีที่มาที่ไปชัดเจน จึงตั้งข้อสงสัยต่อกรณีการโอนเงินบริจาคไปยังบริษัทผู้รับเหมา ก่อนจะโอนกลับไปยังสามีของบุ๋ม

ทั้งนี้ จากกรณีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่บุ๋ม ปนัดดา ไลฟ์สดร้องไห้บนรถ พร้อมระบุว่าไม่รู้เห็นกับการกระทำของสามี และพาดพิงว่าช่างเอ๋อาจร่วมมือกับสามีเพื่อโกงเงินมูลนิธิฯ นั้น ทนายเดชาเรียกร้องให้บุ๋มดำเนินคดีทางกฎหมายกับช่างเอ๋และสามีของตนเอง หากไม่ดำเนินคดีกับสามี ก็อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำหรือไม่
ช่วงท้าย ทนายเดชาเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตั้งประเด็นสำคัญในการตรวจสอบว่า “Who is The Last Boss?” หรือใครคือผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงในการนำเงินบริจาคไปใช้ เนื่องจากปัจจุบันก๊อต อธิป สามีของบุ๋ม ปนัดดา ยังไม่ปรากฏตัว ทั้งที่ถูกกล่าวหาในหลายประเด็น ทั้งการปลอมลายมือชื่อ การหลอกลวงให้โอนเงิน และการจ้างวานบุกรุกป่าสงวน
นอกจากนี้ ทนายเดชายังเปรียบเทียบพฤติการณ์ในกรณีนี้กับคดีของนายอัจฉริยะ ซึ่งมีการตั้งชมรมรับเงินบริจาคแล้วนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ พร้อมระบุว่า จากการประเมินทางกฎหมายและข้อความแชตหลักฐาน พฤติการณ์ที่กล่าวถึงอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งต้องรอการตรวจสอบและดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตามล่าสุด ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้โฟนอินในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ช่วงตอนหนึ่งได้ระบุว่า หลักฐานสเตทเมนต์โกหกไม่ได้ แต่คนโกหกได้ บอกส่วนตัวไม่เชื่อ คุณบุ๋มจะถูกสามีหลอก เพราะเธอไม่ใช่คนหลอกง่าย เป็นคนฉลาด เชื่อน่าจะมีคนอยู่เบื้องหลัง แฉอีก สร้างพูลวิลลา ภูเก็ต มีการกู้เงินมาซื้อที่ดิน 2 แปลง แล้วไม่เกิน 3 ปีเอาเงินสดไปปิดเลย
“จะถูกสามีหลอกหรือไม่ ส่วนตัวไม่เชื่อ เธอไม่ใช่คนหลอกง่าย จบปริญญาเอก ผ่านโลกผ่านอะไรมาเยอะ … ส่วนตัวไม่ค่อยเชื่อว่าสามีคุณบุ๋มจะทำอะไรพวกนี้ เชื่อน่าจะมีคนอยู่เบื้องหลัง..สร้างพูลวิลลา ภูเก็ต มีการกู้เงินมาซื้อที่ดิน 2 แปลง แล้วไม่เกิน 3 ปีเอาเงินสดไปปิดเลย คิดดูที่ถลาง ภูเก็ต ราคาเท่าไร ลองดูช่วงน้ำท่วมหรือเปล่าตอนเขาสร้างบ้าน… หลักฐานสเตทเมนต์โกหกไม่ได้ แต่คนโกหกได้”















