ลูกหายตัวไป พ่อแม่ใช้หนี้นาน 13 ปี ก่อนเปิดตู้เซฟที่ถูกทิ้งไว้ แล้วพบความจริงสุดช็อก!
ลูกหายตัว 13 ปี พ่อแม่ยังชดใช้หนี้ต่อเนื่อง ก่อนเปิด “ตู้เซฟ” พบความจริงสุดช็อก!
วันที่ลูกชายหายตัวไป พร้อมหนี้ก้อนมหาศาล
ไม่มีใครคาดคิดว่า ชีวิตของครอบครัวชนชั้นแรงงานครอบครัวหนึ่งจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล หลังลูกชายเพียงคนเดียวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมทิ้งหนี้สินจำนวนมหาศาลเอาไว้เบื้องหลัง
เรื่องราวเกิดขึ้นในอพาร์ตเมนต์เก่าแห่งหนึ่งในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน นายหลี่เจี้ยนกั๋วและภรรยา นางจางซูเฟิน ต้องเผชิญกับภาระหนี้กว่า 3.3 ล้านหยวน หรือประมาณ 12.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่หลี่อวิ๋นฝาน ลูกชายของพวกเขาทิ้งไว้ก่อนหายตัวไป

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 13 ปีก่อน หลี่อวิ๋นฝานเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบและมีอนาคตที่ครอบครัวภาคภูมิใจ พ่อแม่ซึ่งเป็นคนธรรมดาทุ่มเททุกอย่างเพื่อส่งเสียลูกชายให้เรียนหนังสือ โดยหวังว่าวันหนึ่งเขาจะมีชีวิตที่มั่นคงและสามารถดูแลตัวเองได้
แต่ทุกอย่างกลับพังลงในเวลาไม่นาน เมื่อครอบครัวพบว่าลูกชายมีหนี้สูงถึง 3.3 ล้านหยวน ตัวเลขดังกล่าวเกินกำลังของครอบครัวอย่างสิ้นเชิง
ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ หลี่อวิ๋นฝานไม่ได้อยู่รอเผชิญหน้ากับปัญหา เขาหายตัวไปโดยไม่ทิ้งคำอธิบายเอาไว้ ทำให้พ่อแม่ต้องอยู่กับคำถามมากมายว่า ลูกชายไปอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับเขา และเหตุใดจึงต้องทิ้งหนี้มหาศาลเอาไว้
หลังจากลูกหายตัวไป ชีวิตของทั้งคู่ไม่ได้มีเพียงความคิดถึง แต่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันจากเจ้าหนี้ บ้านถูกกดดันอย่างหนัก มีทั้งการทวงถามและคำข่มขู่ จนชีวิตประจำวันที่เคยสงบสุขกลายเป็นความหวาดกลัว
แม้จะเจ็บปวดเพียงใด ทั้งคู่กลับตัดสินใจว่าจะไม่หนีจากความรับผิดชอบ
นายหลี่กล่าวด้วยความหนักแน่นว่า “หนี้ของลูกก็คือความรับผิดชอบของเรา เป็นคนต้องมีจิตสำนึก เป็นหนี้ก็ต้องใช้”
นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่ยาวนานถึง 13 ปี
13 ปีแห่งความลำบาก ใช้ชีวิตเพื่อชำระหนี้ของลูก
หลังตัดสินใจรับผิดชอบหนี้ของลูกชาย นายหลี่และภรรยาต้องเปลี่ยนชีวิตของตัวเองอย่างสิ้นเชิง
ทั้งคู่ขายบ้านที่ได้รับจากการจัดสรรของรัฐ ก่อนย้ายไปอยู่ในแฟลตเก่าขนาดเพียงประมาณ 60 ตารางเมตร เงินจากการขายบ้านช่วยบรรเทาภาระได้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะเมื่อเทียบกับหนี้กว่า 3.3 ล้านหยวนแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวแทบไม่เพียงพอ
แต่พวกเขายังคงเดินหน้าต่อ

ตลอดช่วงเวลาประมาณ 13 ปี หรือกว่า 4,700 นายหลี่ทำงานหลายอย่างเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้วก็ตาม
ในช่วงเช้ามืด เขารับงานขนของที่ตลาด กลางวันทำงานกวาดล้างและดูแลชุมชน ส่วนกลางคืนทำหน้าที่เฝ้าลานจอดรถ ชีวิตของเขาแทบไม่มีช่วงเวลาที่ได้หยุดพัก แม้จะมีอาการเจ็บขาเรื้อรังและต้องใช้ยาแก้ปวดราคาถูก เขาก็ยังฝืนทำงานต่อไป
ด้านนางจางซูเฟินก็พยายามช่วยสามีอย่างเต็มกำลัง เธอรับงานฝีมือมาทำที่บ้าน ทั้งติดกล่อง พันด้าย และเย็บเสื้อผ้า งานเหล่านี้อาจได้เงินครั้งละไม่มาก แต่สำหรับครอบครัวที่ต้องชำระหนี้ ทุกจำนวนเงินล้วนมีความหมาย
มือของเธอเริ่มแตกจากการทำงานและสารเคมี ดวงตาก็เริ่มพร่ามัวจากการทำงานจนดึก แต่เธอยังคงอดทน
อาหารในแต่ละวันของทั้งคู่เรียบง่ายมาก บางครั้งมีเพียงโจ๊กใสกับขนมปังแห้ง เนื้อสัตว์แทบกลายเป็นของฟุ่มเฟือย
ในช่วงเทศกาลที่บ้านอื่นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการรวมตัวของครอบครัว ทั้งสองกลับนั่งเงียบอยู่ในห้องเล็กๆ มองรูปถ่ายของลูกชายที่หายตัวไป พร้อมกับคำถามเดิมที่ไม่มีใครตอบได้
ถึงแม้จะถูกคนรอบข้างบางส่วนเยาะเย้ยและดูแคลน แต่ทั้งคู่ไม่ยอมแพ้
ความมุ่งมั่นของพวกเขาทำให้เจ้าหนี้บางรายยอมลดดอกเบี้ย และบางรายถึงขั้นยอมยกหนี้บางส่วนให้ แต่ทั้งคู่กลับปฏิเสธ
“เราสัญญาแล้ว ต้องชำระให้ครบ นี่คือศักดิ์ศรีของเรา”
ประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนความตั้งใจของคนเป็นพ่อแม่ที่ยอมแบกรับความลำบากแทนลูก แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
Chapter 3: วันที่หนี้ก้อนสุดท้ายถูกชำระ แต่หัวใจกลับว่างเปล่า
หลังจากผ่านความยากลำบากมาอย่างยาวนาน ในที่สุดวันหนึ่งทั้งคู่ก็สามารถชำระหนี้ก้อนสุดท้ายได้สำเร็จ
ยอดเงินครั้งสุดท้ายอยู่ที่ 5,300 หยวน หรือประมาณ 19,600 บาท
สำหรับคนทั่วไป เงินจำนวนนี้อาจไม่ใช่จำนวนที่มากนัก แต่สำหรับนายหลี่และนางจาง มันคือเงินที่แลกมาด้วยแรงกายและเวลานานถึง 13 ปี
ทั้งสองควรจะรู้สึกโล่งใจที่ภาระอันหนักอึ้งสิ้นสุดลงเสียที
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
แทนที่จะรู้สึกดีใจ ทั้งคู่กลับรู้สึกถึงความว่างเปล่า เพราะแม้หนี้จะหมดแล้ว แต่ลูกชายของพวกเขายังคงหายตัวไป
ไม่มีคำตอบว่าเขาอยู่ที่ไหน
ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันอีกครั้ง
และไม่มีทางรู้ว่าตลอด 13 ปีที่ผ่านมา หลี่อวิ๋นฝานมีชีวิตอยู่อย่างไร
ในช่วงเวลานั้น นายหลี่หันไปมองตู้เซฟเก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่น ซึ่งวางอยู่ใต้เตียง ตู้นี้เป็นหนึ่งในสิ่งของที่ลูกชายทิ้งเอาไว้ตั้งแต่วันที่หายตัวไป

















