วันที่ 24 มิถุนายน 2569 พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการใช้ความรุนแรงต่อทหารกองประจำการ ซึ่งสร้างความกังวลต่อสังคมและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกองทัพเรือ โดยกองทัพเรือได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกรูปแบบ
ผลการสอบสวนพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวรวม 17 นาย แบ่งเป็นพลทหารรุ่นพี่ 15 นาย และข้าราชการ 2 นาย
ในส่วนของพลทหารรุ่นพี่ 15 นาย พบว่ามีผู้ร่วมลงมือใช้ความรุนแรง 12 นาย ซึ่งกองทัพเรือได้พิจารณาลงโทษทางวินัยสูงสุดตามอำนาจ ด้วยการขังเป็นเวลา 30 วัน ขณะที่ผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์อีก 3 นาย ได้รับโทษกักเป็นเวลา 7 วัน
ส่วนข้าราชการ 2 นาย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ ถูกพิจารณาว่ามีความผิดฐานพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่เข้าระงับยับยั้งและไม่รายงานต่อผู้บังคับบัญชา จึงถูกลงโทษขังเป็นเวลา 10 วัน พร้อมงดบำเหน็จประจำปีในส่วนของครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงนายทหารสัญญาบัตรอีกนายในการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงดังกล่าว โดยเป็นกรณีการสื่อสารข้อมูลผ่านกลุ่มสนทนาโดยยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน จึงได้มีการกำชับและตักเตือนให้เพิ่มความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือสื่อสารต่อไป
กองทัพเรือยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคล ซึ่งขัดต่อค่านิยม ระเบียบวินัย และแนวทางการปฏิบัติของกองทัพเรืออย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าจะดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดทุกราย โดยไม่คำนึงถึงระดับชั้นของกำลังพล
พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยทบทวนมาตรการกำกับดูแลกำลังพล การป้องกันการใช้ความรุนแรง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในหน่วยทหารอย่างเข้มงวด รวมถึงกำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และสร้างสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก
ทั้งนี้ กองทัพเรือแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบที่เกิดกับกำลังพลผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัว พร้อมยืนยันว่าจะดูแลสิทธิ สวัสดิภาพ และความเป็นธรรมของผู้เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยตระหนักว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเกิดจากการกระทำมากกว่าคำพูด และจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เป็นสถาบันที่มีระเบียบวินัย ควบคู่กับการเคารพสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกำลังพลทุกนาย





















