Home ต่างประเทศ ครูส่งรูปเด็กๆ หลับกลางวัน ลบใน 30 วิ แต่ไม่ทันการณ์ ผปค.ตัดสินใจย้ายโรงเรียน

ครูส่งรูปเด็กๆ หลับกลางวัน ลบใน 30 วิ แต่ไม่ทันการณ์ ผปค.ตัดสินใจย้ายโรงเรียน

343

ครูอนุบาลส่งภาพเด็ก ๆ ขณะนอนกลางวันลงในกลุ่มผู้ปกครอง ก่อนจะลบออกภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที แต่กลับไม่ทัน เพราะแม่รายหนึ่งเห็นภาพดังกล่าวแล้ว และยิ่งอ่านข้อความชี้แจงจากครูก็ยิ่งไม่พอใจ จนตัดสินใจย้ายลูกสาวออกจากโรงเรียน เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับความรับผิดชอบของครูอนุบาล ความคาดหวังของผู้ปกครอง และขอบเขตที่เหมาะสมในการดูแลเด็กเล็กระหว่างอยู่ในโรงเรียน

Cô giáo gửi ảnh học sinh ngủ trưa và xóa trong 30 giây nhưng ...

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ SOHA ของจีน ตัวละครหลักในเรื่องคือเสี่ยวเหวิน คุณแม่ที่มีลูกสาวชื่อคิกิ เธอแต่งงานและมีลูกเมื่ออายุเกือบ 35 ปี ทำให้เธอและสามีให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างมาก ทั้งคู่รักและทะนุถนอมลูกสาวเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้ลูกต้องเผชิญกับความลำบาก และต้องการให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุข

อย่างไรก็ตาม แม้พ่อแม่จะอยากดูแลลูกด้วยตัวเองให้นานที่สุด แต่เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม คิกิก็ต้องเข้าเรียนอนุบาลเพื่อเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับเด็กคนอื่น การเข้าโรงเรียนครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของครอบครัว เพราะนอกจากลูกสาวจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่และคุณครูที่ไม่คุ้นเคยแล้ว พ่อแม่เองก็ต้องเรียนรู้ที่จะไว้วางใจให้บุคคลอื่นช่วยดูแลลูกในช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

เสี่ยวเหวินและสามีมีความกังวลเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของลูกสาวไม่น้อย ทั้งคู่คอยตรวจสอบข้อความในกลุ่มผู้ปกครองอยู่เป็นประจำ เพราะกลัวว่าคิกิจะรับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรือนอนหลับพักผ่อนไม่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงแรกที่ลูกเพิ่งเข้าโรงเรียน พ่อแม่ยังไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่าลูกปรับตัวได้ดีเพียงใด และได้รับการดูแลอย่างไรในแต่ละวัน

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงขอให้คุณครูส่งภาพของคิกิมาให้ดูเป็นระยะ เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าลูกสาวกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนอย่างปลอดภัย การได้รับภาพหรือข้อความจากครูช่วยให้ผู้ปกครองที่ต้องแยกจากลูกเป็นเวลาหลายชั่วโมงรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การสื่อสารผ่านภาพก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ หากผู้ปกครองเห็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ โดยไม่ทราบเหตุการณ์ก่อนหน้าและหลังจากนั้น

วันหนึ่ง คุณครูได้ส่งภาพคิกิขณะอยู่ในช่วงนอนกลางวันลงในกลุ่มผู้ปกครอง ภาพดังกล่าวถูกลบออกในเวลาไม่ถึง 30 วินาที แต่เสี่ยวเหวินเห็นภาพทันก่อนที่ครูจะลบออก และสิ่งที่เธอสังเกตเห็นทำให้เธอไม่พอใจอย่างมาก

ตามรายงาน ภาพแสดงให้เห็นว่าคิกิไม่ได้หลับตามที่ผู้ปกครองคาดหวัง แต่กำลังกัดมุมผ้าห่มเล่นอยู่ ขณะที่คุณครูนั่งอยู่ข้าง ๆ และก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือ ภาพนี้ทำให้เสี่ยวเหวินรู้สึกว่าครูไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เด็กเล็กกำลังพักผ่อนและอาจต้องการความช่วยเหลือจากผู้ดูแล

สำหรับเสี่ยวเหวิน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าลูกสาวหลับหรือไม่หลับ แต่เป็นเรื่องที่เธอเห็นว่าครูกำลังสนใจโทรศัพท์มากกว่าการดูแลเด็ก เธอคาดหวังว่าครูจะคอยสังเกตพฤติกรรมของคิกิ ช่วยให้เด็กปรับตัวเข้าสู่ช่วงพักกลางวัน และให้ความใส่ใจเมื่อเด็กยังไม่ยอมนอน การเห็นภาพเพียงช่วงสั้น ๆ จึงทำให้เธอเกิดความไม่มั่นใจต่อวิธีการดูแลของโรงเรียน

หลังเห็นภาพดังกล่าว เสี่ยวเหวินรีบส่งข้อความไปหาคุณครูทันที โดยแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เธอระบุว่าเห็นภาพก่อนที่ครูจะลบ และตำหนิว่าครูขาดความรับผิดชอบ เพราะแทนที่จะช่วยกล่อมลูกให้นอน กลับก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือ ทั้งที่ครอบครัวให้ความสำคัญกับเรื่องการนอนของลูกมาโดยตลอด

Foldable chairs put into use at classrooms of primary school ...

คำตำหนิของเสี่ยวเหวินสะท้อนถึงความคาดหวังของผู้ปกครองที่ต้องการให้ครูดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งเริ่มเข้าโรงเรียนและยังไม่คุ้นเคยกับกิจวัตรใหม่ พ่อแม่อาจรู้สึกว่าการส่งลูกไปโรงเรียนหมายถึงการมอบความไว้วางใจให้ครูดูแลทั้งเรื่องอาหาร การพักผ่อน และความปลอดภัย ดังนั้น เมื่อพบภาพที่ทำให้รู้สึกว่าครูไม่ได้ให้ความสนใจอย่างเพียงพอ ความไว้วางใจที่มีต่อโรงเรียนก็อาจสั่นคลอนได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ภาพเพียงภาพเดียวอาจไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดได้ และยังไม่มีรายละเอียดว่าครูใช้โทรศัพท์เพื่อทำอะไรในช่วงเวลานั้น เสี่ยวเหวินจึงตัดสินใจเผชิญหน้ากับครูผ่านข้อความเพื่อขอคำอธิบาย ขณะที่ครูก็ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับหน้าที่และวิธีดูแลเด็กในช่วงพักกลางวัน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ทำให้เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก

หลังจากเสี่ยวเหวินส่งข้อความตำหนิ คุณครูได้ตอบกลับเพื่อชี้แจงเหตุผลในการทำงาน โดยอธิบายว่าหน้าที่ของครูอนุบาลคือการช่วยให้เด็ก ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้และสร้างนิสัยการนอนกลางวันด้วยตัวเอง ครูไม่สามารถบังคับให้เด็กทุกคนหลับได้ เพราะเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมและความต้องการแตกต่างกัน บางคนอาจหลับได้ง่าย ขณะที่บางคนต้องใช้เวลาในการปรับตัวหรือยังไม่พร้อมที่จะนอนในช่วงเวลาที่โรงเรียนกำหนด

ครูยังกล่าวถึงการใช้โทรศัพท์มือถือว่า ในช่วงพักกลางวันจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เพื่อตอบข้อความจากผู้ปกครองด้วย และมองว่าการใช้โทรศัพท์เป็นเวลาสั้น ๆ ในช่วงดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ คำชี้แจงนี้แสดงให้เห็นว่าครูมองสถานการณ์จากมุมของการจัดการงานประจำวัน ขณะที่เสี่ยวเหวินมองจากมุมของแม่ที่ต้องการให้ลูกได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด