Home บันเทิง อุ๊ย ลูกชายป้าแมว แฉปม ศบส.5 มีคนติดต่อมา ยื่นข้อเสนอชวนเอ๊ะ

อุ๊ย ลูกชายป้าแมว แฉปม ศบส.5 มีคนติดต่อมา ยื่นข้อเสนอชวนเอ๊ะ

23

เอ๊ะยังไง? “ลูกชายป้าแมว” แฉหลังเป็นข่าวดังมีทาง ศบส.5 ติดต่อมา ก่อนมีข้อเสนอให้พูดไปในทิศทางเดียวกัน ปิดศูนย์ไปก่อนเดี๋ยวค่อยเปิดใหม่

วันที่ 8 ตุลาคม 2569 “เจแปน” ลูกชายป้าแมว ผู้ดูแลศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ออกมาเปิดใจถึงประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในรายการโหนกระแส พร้อมยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการโยนความผิดให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทั้งหมด แต่ยอมรับว่าในกรณีนี้ ศบส.5 มีส่วนในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และความผิดพลาดดังกล่าวอาจเปิดช่องให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบคุณนภัทร

อุ๊ย ลูกชายป้าแมว แฉปม ศบส.5 มีคนติดต่อมา ยื่นข้อเสนอชวนเอ๊ะ

อุ๊ย ลูกชายป้าแมว แฉปม ศบส.5 มีคนติดต่อมา ยื่นข้อเสนอชวนเอ๊ะ

เจแปนกล่าวขอโทษ พร้อมยอมรับตรง ๆ ถึงกรณีศูนย์ดูแลว่า

“ทางผมสมควรโดนปิดตามระเบียบ”

ประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากรายการโหนกระแสได้นำเสนอเรื่องราวของ “คุณแม่ภัทร” ซึ่งร้องเรียนว่าถูกลูกชายส่งไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี นานกว่า 2 ปีครึ่ง ก่อนถูกยึดกิจการ โดยคุณแม่ภัทรเล่าถึงสภาพภายในศูนย์ว่า เคยถูกขังอยู่ในกรงลักษณะคล้ายกรงสุนัขหรือมีตะแกรงครอบ ไม่มีห้องน้ำ ต้องขับถ่ายใส่ถัง และจะสามารถออกจากบริเวณดังกล่าวได้เมื่อมีเจ้าหน้าที่พาไปอาบน้ำ

หลังเรื่องราวถูกเปิดเผย จึงเกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดสถานที่ดังกล่าวจึงสามารถผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

ก่อนหน้านี้ ผอ.ศบส.5 ได้ชี้แจงในรายการโหนกระแสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจเฉพาะพื้นที่ด้านหน้า 1,600 ตารางเมตร ตามพื้นที่ที่ผู้ประกอบการยื่นขออนุญาต เพื่อรองรับผู้สูงอายุกลุ่มสีเขียวไม่เกิน 50 คน โดยไม่ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ส่วนขยาย ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 4,000 ตารางเมตร พร้อมยืนยันว่าไม่เคยเห็นเตียงปลาปิ้ง หรืออุปกรณ์พันธนาการ รวมถึงขึงลวดหนามตามที่มีการกล่าวถึง

อุ๊ย ลูกชายป้าแมว แฉปม ศบส.5 มีคนติดต่อมา ยื่นข้อเสนอชวนเอ๊ะ

แต่ล่าสุด เจแปน ซึ่งเป็นลูกชายของป้าแมว เจ้าของศูนย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลอีกมุม โดยยืนยันว่า ลูกกรงและลวดหนามอยู่ในบริเวณพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขออนุญาตจาก ศบส.5

ส่วนกรณี “เตียงปลาปิ้ง” เจแปนบอกว่า เคยทักท้วงคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่คุณแม่ยืนยันกับเขาว่า ทาง ศบส.5 เคยเข้ามาตรวจและแจ้งว่าสถานที่ผ่านการตรวจสอบ

เจแปนยังยอมรับด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่เข้ามาติดต่อคุณแม่จริง โดยขอความร่วมมือให้พูดไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมบอกว่า “เดี๋ยวค่อยกลับมาเปิดให้บริการใหม่อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม เจแปนยืนยันว่า ตัวเขาไม่เห็นด้วยและไม่ต้องการทำตามคำขอดังกล่าว เพราะมองว่าศูนย์กำลังถูกตัดหางปล่อยวัด ทั้งที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การดำเนินงานเกิดขึ้นภายใต้คำแนะนำของหน่วยงานกำกับดูแล จึงทำให้เขาไม่เชื่อคำสัญญาว่าจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีก

เจแปนยังยืนยันจุดยืนว่า ไม่ต้องการกลับไปทำศูนย์ในรูปแบบเดิมอีกแล้ว แต่ต้องการพัฒนาเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยจิตเวช โดยมองว่าสถานที่ลักษณะนี้ไม่ควรอยู่ภายใต้การกำกับของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) แต่ควรอยู่ภายใต้กรมสุขภาพจิต เพื่อให้มีการควบคุมและกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมกับผู้ป่วย

เจ้าตัวบอกว่า ด้วยข้อจำกัดของระบบทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้หน่วยงานดังกล่าวได้ จึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวในมุมของตัวเอง เพื่อหวังให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์ต่อสังคม และนำไปสู่การทบทวนหรือปฏิรูประบบควบคุมสถานดูแลผู้ป่วยในประเทศไทย

สำหรับตัวเจแปนเอง จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) จากประเทศนิวซีแลนด์ และตั้งใจนำความรู้กลับมาพัฒนาและบริหารระบบของศูนย์ให้ถูกต้อง โดยยอมรับว่ารู้ดีว่ามาตรฐานของศูนย์จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน และที่ผ่านมาเคยเสนอให้ย้ายศูนย์ไปขึ้นตรงกับกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ได้รับการควบคุมตามมาตรฐานที่เหมาะสม

แต่เจแปนระบุว่า เจ้าหน้าที่กรม สบส. เคยบอกว่าสามารถดำเนินการได้ และให้ศูนย์อยู่ภายใต้การกำกับของ สบส. ต่อไป เมื่อที่ผ่านมา ศบส.5 เข้ามาตรวจ ผ่านการอนุมัติ และรับรองมาโดยตลอด จึงทำให้เกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่ศูนย์ดำเนินการอยู่นั้นสามารถทำได้

ทั้งนี้ เจแปนย้ำว่า สิ่งที่ต้องการในวันนี้ไม่ใช่การโยนความผิดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมองเห็นช่องโหว่ของระบบ และนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันกับผู้ป่วยรายอื่นอีก