คืบหน้ากรณี “แม่ภัทร” ร้องขอความช่วยเหลือ หลังถูกลูกชายแท้ ๆ สั่งการให้ทีมกู้ภัยและอาสาสมัครพาตัวออกจากบ้านพักย่านลาดพร้าว ก่อนนำไปกักขังภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี นานกว่า 2 ปี โดยเจ้าตัวระบุว่า ระหว่างถูกนำตัวไปยังปลายทาง ถูกล็อกกุญแจมือ ถูกทำร้าย และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องน้ำ ล่าสุด นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พานางภัทร (นามสมมุติ) เข้าแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด


ประเด็นสำคัญที่แม่ภัทรต้องการให้ดำเนินคดี คือเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นทาง หลังระบุว่าลูกชายเป็นผู้จ้างทีมกู้ภัยให้มาจับตัวออกจากบ้าน โดยมีข้อมูลว่าทีมกู้ภัยดังกล่าวเคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า มีการพันธนาการแม่ภัทรจริง
แม่ภัทรเล่าว่า วันเกิดเหตุ ลูกชายอยู่ที่บ้านและอ้างว่าจะมาพูดคุยเรื่องงาน ก่อนที่เธอจะกดรีโมตเปิดประตูบ้านให้ จากนั้นพบชายแปลกหน้า 2 คนเดินเข้ามาพร้อมกัน โดยชายคนหนึ่งเข้ามาจากด้านหลัง ใช้มือล็อกปิดปาก ส่วนอีกคนยกขาอุ้มตัวออกไปนอกรั้วบ้าน ก่อนนำขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ข้างกำแพง
เมื่อถูกนำตัวขึ้นท้ายรถตู้และชายดังกล่าวปล่อยมือออกจากปาก เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกผลักขึ้นท้ายรถและถูกต่อย พร้อมถูกบอกว่าอย่าร้อง ก่อนถูกใช้กุญแจมือล็อกและให้นอนอยู่บนเปลภายในรถ โดยแม่ภัทรระบุว่าสามารถจดจำรอยสักที่มือของชายที่จับตัวเธอได้
ตลอดเส้นทาง แม่ภัทรพยายามสอบถามว่าจะถูกพาไปที่ใด เนื่องจากเกรงว่าจะถูกอุ้มไปฆ่า กระทั่งมีการเปลี่ยนรถตู้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บริเวณใต้สะพานยูเทิร์นเพชรเกษม 97 โดยรถคันใหม่จอดเทียบชิดกับรถคันเดิม ก่อนที่เธอจะถูกผลักข้ามไปยังรถอีกคันโดยทันที ทำให้ไม่มีโอกาสหลบหนีหรือร้องขอความช่วยเหลือ เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้ายซ้ำ
ในจังหวะที่รถคันเดิมกำลังถอยออก แม่ภัทรระบุว่าสามารถสังเกตและจดจำเลขทะเบียนรถที่ใช้จับตัวมาได้ ขณะเดินทางเธอขอเข้าห้องน้ำเนื่องจากปวดท้อง แต่คนที่ควบคุมตัวปฏิเสธ พร้อมบอกว่า หากทนไม่ไหวให้ปัสสาวะรดกางเกง ทำให้เธอถึงกับถามผู้คุมตัวว่า ลูกชายเป็นคนพามาเพื่อฆ่าใช่หรือไม่ และหากจะฆ่า อย่าทรมาน ขอให้ทำเพียงครั้งเดียว

เมื่อเดินทางถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใน จ.กาญจนบุรี แม่ภัทรระบุว่า ถูกล็อกกุญแจมือแน่นจนเกิดรอยเขียว และมีชาย 2 คน หญิง 1 คนมารับตัวไป ขณะเดียวกัน เมื่อหันไปเห็นลูกชายอยู่ในที่เกิดเหตุ กลับไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ เนื่องจากรู้สึกจุกในอก และภายหลังทราบว่าลูกชายเป็นผู้ว่าจ้างจริง
ตลอดระยะเวลาที่ถูกกักขัง แม่ภัทรยังกล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่ถ่ายรูปส่งให้ญาติ จะถูกบังคับให้ยิ้มและทำทีว่ามีความสุข หากไม่ทำตามจะถูกทุบตีอย่างหนัก โดยยืนยันว่า แม้จะรู้สึกสงสารลูกชาย แต่เรื่องดังกล่าวร้ายแรงเกินกว่าจะปล่อยผ่าน และต้องการให้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

แม่ภัทรยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งกลุ่มอาสาสมัครหรือทีมกู้ภัยที่เข้ามาพาตัวออกจากบ้าน “ป้าแมว” เจ้าของศูนย์ดูแลฯ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมข่มขู่ ตบตี และใช้ไม้พายทำร้ายร่างกาย รวมถึงลูกชายซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการ
ด้านนายเอกภพ ระบุว่า เหตุผลที่พาผู้เสียหายมาแจ้งความที่ สน.วังทองหลาง เนื่องจากเป็นพื้นที่เกิดเหตุในส่วนของการถูกอุ้มตัวออกจากบ้าน และผู้เสียหายไม่มั่นใจการทำงานของ สภ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของศูนย์ดูแลฯ โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ฯ มีแฟนเป็นตำรวจคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด
ทั้งนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับพนักงานสอบสวน โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจว่าจะรับทำคดีเองหรือส่งต่อให้กองบังคับการปราบปราม รวมถึงพิจารณาแจ้งข้อหากับผู้เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคลต่อไป














