เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีลูกเรือหญิงชาวไทย ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินระหว่างประเทศ ถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย และกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย จับกุมหลังตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระ ระหว่างเดินทางถึงประเทศออสเตรเลีย
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียได้เข้าจับกุมหญิงชาวไทย อายุ 26 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบินระหว่างประเทศ หลังตรวจพบเฮโรอีน น้ำหนัก 1 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระ ก่อนที่ต่อมาสายการบินไทยจะยอมรับว่า ผู้ถูกจับกุมเป็นพนักงานประจำเที่ยวบิน TG 465 ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า พนักงานคนดังกล่าวสามารถนำสัมภาระออกจากประเทศไทยได้อย่างไร
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า สัมภาระของลูกเรือรายดังกล่าวได้ผ่านการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ในระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก ซึ่งระบบแสดงผลว่า ไม่พบวัตถุระเบิดและสารระเบิด จึงเข้าสู่กระบวนการลำเลียงสัมภาระขึ้นอากาศยานตามขั้นตอน
ทั้งนี้ ระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก เป็นระบบเอ็กซเรย์ตรวจจับวัตถุระเบิดอัตโนมัติ (Explosive Detection System : EDS) ที่มีหน้าที่หลักในการตรวจจับวัตถุระเบิดและสารระเบิด เพื่อป้องกันภัยคุกคามและการก่อวินาศกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังระบุว่า ตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มงวด ทั้งในเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายใต้โครงการสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) ซึ่งประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. กรมศุลกากร กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการสืบสวน ข่าวกรอง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการคัดกรองผู้ต้องสงสัยอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่า พร้อมน้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาศึกษาและพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางยกระดับมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า–ส่งออกยาเสพติดผ่านท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่า ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติดมีผลเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดที่ลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติดผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้แล้วกว่า 23 ราย พร้อมตรวจยึดยาเสพติดของกลางรวม 211 กิโลกรัม
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าอากาศยานไทยให้เป็นที่เชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป




















