“ทนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม” ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ล่าสุดผ่านเฟซบุ๊ก นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ระบุเนื้อหาดังนี้

หากจะฟ้องผมจากกรณีที่ผมตั้งคำถาม แนะนำให้จ้างทนายฟ้องตรงต่อศาลได้เลยครับ คดีจะได้ไม่เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจจะได้มีเวลาไปทำคดีสำคัญที่มีประโยชน์ต่อประชาชน
ส่วนฟ้องวันไหน ศาลไหน เวลาใด แจ้งมาได้เลย ผมพร้อมเดินทางไปศาลเพื่อเซ็นรับหมายและทราบวันนัดด้วยตัวเอง และหากศาลอนุญาต ผมจะขอให้ศาลเปิดไต่สวนโดยเร็วที่สุดครับ
การฟ้องคดีโดยสุจริตเป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำได้ แต่หากเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต แล้วศาลพิพากษายกฟ้อง… ผมรับรองเลยว่ามี “ภาคสอง” ตามมาแน่นอนครับ!!!

โจทก์กับจำเลยคงไม่น่าจะมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน
แต่ผมคงจะถามว่า พยานทราบมาก่อนใช่ไหมครับว่า จำเลยเป็นคนเปิดประเด็นนำข้อบังคับของมูลนิธิฯมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนสังคมรับรู้กันทั่วไปว่า หากมูลนิธิเลิกกัน จะต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่มูลนิธิธรรมนัส จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับพยานอย่างกว้างขวาง และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พยานนำคดีนี้มาฟ้องโจทก์ใช่หรือไม่ครับ
สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ว่า “ทำไมไม่หาข้อมูลก่อนโพสต์” ผมขออธิบายดังนี้ครับ
การแต่งตั้งนี้เป็นเรื่องภายใน ไม่มีการประกาศต่อสาธารณะหรือเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสภาทนายความแต่อย่างใด ซึ่งผมมีหลักฐานยืนยันชัดเจน การที่คนนอกหรือแม้แต่ทนายความด้วยกันรวมถึงคณะทำงานบางท่านจะไม่ทราบเรื่องนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครรู้
การตั้งคำถามของผมคือการตั้งคำถามไปโดยตรงกับสภาทนายความกลับไปอ่านโพสต์ของผมได้ครับผมได้แท็กถึงสภาทนายความโดยตรง
ในฐานะสมาชิกองค์กรวิชาชีพนี้ ผมย่อมมีสิทธิและมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใส สุดท้ายในสังคมประชาธิปไตย การตั้งคำถามโดยสุจริตต่อองค์กรหรือบุคคลสาธารณะเป็นเรื่องปกติวิญญูชนทำกัน ไม่ต่างจากการตรวจสอบนักการเมืองหรือบุคคลในทางสาธารณะ การตั้งคำถามเมื่อไม่ทราบข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่คือรากฐานของการตรวจสอบที่พึงมีครับ


















