เซลล์มะเร็งยังเข็ดขยาด! เปิด 4 ผักพื้นบ้านราคาถูก-หาซื้อง่าย ช่วยต้านมะเร็งและยับยั้งเนื้องอกได้ดีเยี่ยม
แพทย์หญิงเจ้า ยฺวี่นโป (Dr. Zhao Yunbo) หัวหน้าแผนกเนื้องอกวิทยาจากโรงพยาบาลปักกิ่ง ประเทศจีน ได้ออกมาเตือนว่า วิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบันประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งพุ่งสูงขึ้น แถมยังมีแนวโน้มพบในกลุ่มคนอายุยังน้อย (เทรนด์มะเร็งอายุน้อย) มากขึ้นเรื่อย ๆ การสร้างเกราะป้องกันสุขภาพที่ยั่งยืนที่สุดจึงต้องเริ่มต้นจากอาหารการกินในห้องครัว
การดูแลตัวเองไม่จำเป็นต้องควักเงินซื้อสมุนไพรหรือยาบำรุงราคาแพง เพราะสารอาหารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านการกลายพันธุ์ของเซลล์เนื้อร้ายซ่อนอยู่ในผักสวนครัวราคาประหยัดที่พวกเราคุ้นเคยกันดี ซึ่งทาง นายแพทย์ฉาง ซื่อเหิง (Dr. Chang Shih Heng) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากไต้หวัน ได้ให้ข้อมูลเสริมว่า ผักพื้นบ้าน 4 ชนิดนี้ มีสารต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นเขม่าที่เซลล์มะเร็ง “เกลียดที่สุดในโลก” ควรค่าแก่การจัดลงเมนูอาหารในทุก ๆ วันครับ
เจาะลึก 4 ผักก้นครัว ไอเทมลับสยบเซลล์มะเร็ง
1. บรอกโคลี (Broccoli) – ราชาผักใบเขียว บังคับเซลล์ร้ายทำลายตัวเอง
เมื่อพูดถึงผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งสูงสุด บรอกโคลีมักจะติดอันดับท็อปเสมอ ผลการวิจัยทางคลินิกพบว่าผักตระกูลกะหล่ำชนิดนี้มีวิตามินซีสูงกว่ากะหล่ำปลีหรือขึ้นฉ่ายหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าบรอกโคลีอุดมไปด้วยสาร “ซัลโฟราเฟน” (Sulforaphane) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการเข้าไปกระตุ้นกระบวนการอพ็อพโทซิส (Apoptosis) หรือ กลไกบังคับให้เซลล์ที่เตรียมจะกลายพันธุ์เป็นมะเร็งทำลายตัวเอง ช่วยยับยั้งการขยายตัวของก้อนเนื้อ และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเซลล์ร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทริกการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด: คุณหมอฉางแนะนำว่า ก่อนนำบรอกโคลีไปปรุงอาหาร ให้หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ววางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 10 นาที เพื่อให้อากาศกระตุ้นให้สารซัลโฟราเฟนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด
2. มะเขือเทศ (Tomato) – อาวุธลับปรับฮอร์โมนก่อมะเร็ง
มะเขือเทศลูกสีแดงสดที่เรากินกันบ่อย ๆ มีสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังที่ชื่อว่า “ไลโคพีน” (Lycopene) งานวิจัยระยะยาวจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ที่ติดตามพฤติกรรมการกินของกลุ่มตัวอย่างกว่า 47,000 คน พบว่าผู้ที่กินอาหารที่มีไลโคพีนสูง มีอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน คุณหมอเจ้าอธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้วตับของเราจะหลั่งฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตที่ชื่อว่า IGF-1 ออกมา ซึ่งหากฮอร์โมนนี้ทำงานมากเกินไป มันจะไปกระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวมั่วซั่วจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย แต่สารไลโคพีนในมะเขือเทศคือ “กุญแจสำคัญ” ที่เข้าไปควบคุมและเบรกการทำงานของ IGF-1 ไม่ให้ทำร้ายร่างกาย
ทริกการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด: เนื่องจากไลโคพีนเป็นสารที่ละลายได้ดีในไขมันและทนต่อความร้อน วิธีการกินมะเขือเทศให้ได้สารต้านมะเร็งสูงสุดคือ ต้องปรุงให้สุกผ่านความร้อนและใช้น้ำมันดี (เช่น น้ำมันมะกอก) ร่วมด้วย หรือนำไปคั้นเป็นน้ำมะเขือเทศสด เพื่อทำลายผนังเซลล์และปลดปล่อยไลโคพีนออกมาให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น
3. หอมหัวใหญ่ (Onion) – ตัดวงจรรหัสลับเซลล์เนื้อร้าย
หอมหัวใหญ่ (โดยเฉพาะหอมแดงหรือหอมหัวใหญ่สีม่วง) เป็นพืชที่มีปริมาณสาร “เควอซิทิน” (Quercetin) สูงมาก ผลการศึกษาทางระบาดวิทยาขนาดใหญ่ในประเทศฟินแลนด์ชี้ชัดว่า กลุ่มคนที่ทานอาหารที่มีสารเควอซิทินเป็นประจำ มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า สารเควอซิทินจะพุ่งเป้าเข้าไปโจมตีรหัสพันธุกรรม (RNA) ที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็งโดยตรง ทำให้รหัสลับของพวกมันกลายเป็นอัมพาต ไม่สามารถแบ่งตัวสืบทอดพันธุ์ต่อไปได้ และสลายตัวไปในที่สุด
ทริกการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด: เควอซิทินเป็นสารที่ละลายในไขมันเช่นกัน คุณหมอฉางจึงแนะนำให้ปรุงหอมหัวใหญ่ผ่านเมนูอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันดี เพื่อให้ร่างกายดึงสารอาหารไปใช้ได้ครบถ้วน 100%
4. ต้นหอม (Green Onion) – ไม้กวาดสารพิษ ล้างระบบพันธุกรรม
ต้นหอมคือผักโรยหน้าหน้าตาธรรมดาที่มีราคาแสนถูก แต่อัดแน่นไปด้วยสารกลุ่ม “ซัลเฟอร์” (Sulfur) หรือสารกำมะถัน และสารอาหารเข้มข้นที่เซลล์มะเร็งกลัวมาก สารต้านอนุมูลอิสระในต้นหอมจะทำหน้าที่เหมือนเครื่องจักรทำความสะอาด คอยกวาดล้างอนุมูลอิสระที่คอยทำลายร่างกาย ช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์จากการถูกโจมตี ป้องกันการผ่าเหล่าของยีน และกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นเพื่อคอยสแกนหาและกำจัดสิ่งแปลกปลอม
ทริกการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด: สารซัลเฟอร์ที่ทำให้ต้นหอมมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวจะระเหยหายไปได้ง่ายหากโดนความร้อนสูงเป็นเวลานาน วิธีที่ดีที่สุดคือ ควรซอยต้นหอมแล้วโรยลงในชามอาหารหลังจากปิดเตาแก๊สทันที เพื่อใช้ความร้อนระอุเพียงเล็กน้อยทำให้ต้นหอมสุกแบบพอดี ๆ โดยไม่สูญเสียคุณค่าทางยา
ข้อควรระวังเพิ่มเติมจากแพทย์
นอกเหนือจากการเพิ่มผักต้านมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้ลงในมื้ออาหารแล้ว ทีมแพทย์ยังเน้นย้ำให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกินที่เป็นการเติมมะเร็งเข้าตัว เช่น การกินอาหารหมักดองที่มีสารไนไตรต์สูง, อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียมที่เต็มไปด้วยสารก่อมะเร็งกลุ่มไฮโดรคาร์บอน และอาหารแห้งที่มีเชื้อราปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน (เช่น ถั่วป่นหรือพริกป่นเก่า ๆ) เพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวเร่งให้เซลล์ร้ายเติบโตโดยตรง

















