ยังติดตามความคืบหน้าเรื่อยๆ กับกรณีของ “ครูทราย” ที่พา “คุณฟูม” ชายผู้เป็นสามีเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล หลังมีอาการแน่นหน้าอก ปวดร้าวลงแขน และมีเหงื่อออกมาก แต่กลับไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ ก่อนเสียชีวิตกะทันหันในเวลาต่อมา โดยผลชันสูตรระบุว่า มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น

ครูทรายเล่าว่า หลังจากแพทย์อายุรกรรมยังไม่ได้ตรวจรักษา เนื่องจากไม่มีผลเลือดและไม่สามารถเจาะเลือดได้ เพราะสามีเพิ่งรับประทานขนมปังมา พยาบาลได้แนะนำให้ไปพบแพทย์ด้านกระดูกและข้อ เนื่องจากอ้างอิงจากประวัติการรักษาอาการเส้นเอ็นอักเสบจากการอุ้มลูกเมื่อต้นปี
เมื่อเข้าพบแพทย์ด้านกระดูกและข้อ แพทย์ให้คุณฟูมทดลองกำมือและแบมือ ก่อนจ่ายยาให้รับประทาน อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่า อาการแน่นหน้าอกและปวดร้าวลงแขนไม่น่าเกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นข้อมือ พร้อมแนะนำให้กลับไปพบแพทย์อายุรกรรม
จากนั้น ทั้งคู่จึงได้เข้าพบแพทย์โรคทั่วไป ซึ่งเป็นแพทย์คนที่ 3 โดยครูทรายยอมรับว่า ขณะนั้นเริ่มสงสัยว่าอาจเป็นโรคหัวใจ แต่ไม่กล้าขอพบแพทย์เฉพาะทาง เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าไปรู้ดีกว่าแพทย์
เมื่อเข้ารับการตรวจ แพทย์ได้สอบถามเรื่องภาวะคอเลสเตอรอล และนัดติดตามอาการอีกประมาณ 70 วัน แต่คุณฟูมยืนยันว่า สาเหตุที่มาพบแพทย์ในวันนั้นไม่ใช่เรื่องไขมันในเลือด หากแต่เป็นอาการแน่นหน้าอกและปวดร้าวลงแขน

ตามคำบอกเล่าของครูทราย แพทย์อธิบายว่า อาการดังกล่าวอาจเกิดจากความวิตกกังวล ความเครียด หรืออาการแพนิคจากการค้นหาข้อมูลผ่าน Google หรือ AI พร้อมสอบถามว่า “เธอคิดว่าแฟนเธอเป็นโรคอะไร” ก่อนอธิบายว่า โอกาสเป็นโรคดังกล่าวมีเพียง 3-5 เปอร์เซ็นต์ และหันไปถามคุณฟูมว่า “คุณคิดว่าคุณเป็นเหรอ”
ครูทรายยังอ้างว่า แพทย์กล่าวกับเธอว่า หากสามีเป็นโรคหัวใจจริง คงไม่สามารถนั่งยิ้มอยู่บนรถเข็นได้ และต้องมีอาการรุนแรงกว่านี้ พร้อมพูดว่า “คนที่เป็นน่ะคือคุณ คุณเป็นประสาท” รวมถึงแนะนำให้ทั้งคู่กลับบ้านไปแยกกันนอน แล้วอาการจะดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังกลับถึงบ้านได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง คุณฟูมก็เสียชีวิตกะทันหัน โดยผลการชันสูตรภายหลังพบว่า มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น ซึ่งครอบครัวเชื่อว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต
ช่วงหนึ่งของรายการ นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ได้แสดงความเห็นถึงประเด็นที่โรงพยาบาลแจ้งว่าไม่สามารถตรวจเลือดได้ เนื่องจากผู้ป่วยรับประทานขนมปังมาก่อน โดยระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าว

นายกองตรี ธนกฤต กล่าวว่า จากอาการที่ครูทรายเล่า ไม่ว่าจะเป็นอาการแน่นหน้าอกหรืออาการอื่น ๆ บุคลากรทางการแพทย์สามารถประเมินและให้การดูแลเบื้องต้นได้ พร้อมย้ำว่า การรับประทานอาหารก่อนมาตรวจ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถตรวจหาความผิดปกติของหัวใจได้
“อย่าพูดว่ารับประทานอาหารไปแล้วตรวจอะไรไม่ได้ ไม่จริงหรอกครับ” นายกองตรี ธนกฤต กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์ของตนเองว่า เคยเข้ารับการรักษาหลังรับประทานอาหารในช่วงเช้า และแพทย์สามารถเจาะเลือดตรวจค่าเอนไซม์หัวใจได้ ซึ่งผลตรวจพบค่าที่สูงผิดปกติ จนนำไปสู่การวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจผิดปกติ
ทั้งนี้ นายกองตรี ธนกฤต ตั้งข้อสังเกตว่า หากในกรณีของคุณฟูมมีการตรวจเลือดหรือประเมินอาการอย่างละเอียดตั้งแต่แรก ก็อาจช่วยให้พบความผิดปกติของหัวใจได้เร็วกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป


















