งานศพแม่สามีผ่านไป ทนายเรียกฉันไปพบ “คนเดียว” ยื่นสิ่งนี้ให้ ดูจบมือสั่น… ความลับที่ท่านซ่อนไว้ทำฉันน้ำตาไหลพราก
ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ร้องเพราะความตกใจ ร้องเพราะสงสารท่าน และร้องเพราะความกังวลที่อธิบายไม่ได้…..
แม่สามีของฉันจากไปในเช้าวันที่ฝนตกปรอยๆ บ้านหลังเล็กที่เคยเงียบเหงาอยู่แล้ว ยิ่งดูว่างเปล่าลงไปอีก ท่านใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์มาตลอดชีวิต ประหยัดจนใครๆ ก็คิดว่าท่านยากจน ฉันเองก็คิดแบบนั้น ตลอดหลายปีที่แต่งงานเข้ามา ฉันเห็นแต่ภาพแม่สามีใส่เสื้อผ้าชุดเดิมๆ จน sờn ไหล่ อาหารการกินก็วนเวียนอยู่แค่ผักต้ม ปลาแห้ง วันไหนมีเนื้อสัตว์เพิ่มมาสักชิ้น ท่านก็จะหน้านนิ่วคิ้วขมวดบ่นว่าสิ้นเปลือง
เมื่องานศพเสร็จสิ้น ฉันยังคงรู้สึกหวิวๆ ในใจ ไม่ใช่เพราะความสนิทสนมมากมาย แต่เป็นเพราะตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกัน ฉันรู้สึกเสมอว่าระหว่างเรามีกำแพงบางๆ กั้นอยู่ ท่านเป็นคนพูดน้อย ส่วนฉันก็ไม่ใช่คนช่างเอาใจ ต่างคนต่างอยู่กันอย่างเงียบๆ ในมุมของตัวเอง
โทรศัพท์สายปริศนาจากทนายความ
ไม่กี่วันต่อมา ทนายความโทรนัดให้ฉันเข้าไปพบเพื่อจัดการเอกสาร ฉันคิดว่าคงเป็นเรื่องเอกสารทั่วไป เพราะเรื่องบ้านแม่ก็ได้โอนชื่อให้สามีฉันไปก่อนหน้านี้แล้ว ฉันจึงเดินทางไปคนเดียว โดยคิดว่าท่านคงไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้
แต่เมื่อทนายความเอ่ยตัวเลข “เงินฝากกว่า 2 พันล้านดอง” (ประมาณ 2.8 ล้านบาท) ฉันถึงกับช็อก ตัวชาจนหูอื้อ ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย
ทนายความอ่านพินัยกรรมอย่างช้าๆ เนื้อหาระบุชัดเจนว่า แม่ขอยกเงินจำนวนนี้ทั้งหมดให้ “ลูกสะใภ้” เพียงคนเดียว ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ของท่าน
เหตุผลที่เขียนไว้ทำเอาฉันจุกในอก: ท่านต้องการให้ฉันใช้เงินก้อนนี้เลี้ยงดูหลานๆ ส่งเสียให้พวกเขาได้เรียนสูงๆ และมีอนาคตที่ดี และข้อความทิ้งท้ายที่สำคัญที่สุดคือ “ห้ามให้สามีของเธอรู้เด็ดขาด” เพราะแม่รู้ดีว่าลูกชายตัวเองเป็นคนใช้เงินมือเติบ ถ้าเงินถึงมือเมื่อไหร่ คงละลายหายไปหมดในพริบตา
ความจริงของ “แม่ผัวขี้เหนียว”
ฉันถือพินัยกรรมฉบับนั้นด้วยมือที่สั่นเทา… ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างขัดสนมาทั้งชีวิต คิดคำนวณเงินทุกบาททุกสตางค์ แท้จริงแล้วท่านแอบเก็บหอมรอมริบเงินก้อนโตขนาดนี้ไว้เงียบๆ ท่านปิดบังทุกคน ปิดบังลูกชาย แม้กระทั่งฉัน… ลูกสะใภ้ที่เคยแอบค่อนขอดในใจว่าท่านขี้เหนียว
ภาพความทรงจำเก่าๆ ไหลย้อนกลับมา นึกถึงตอนที่ท่านปฏิเสธเงินที่ฉันให้ แล้วบอกให้เก็บไว้เลี้ยงลูก นึกถึงตอนที่ท่านนั่งปะชุนเสื้อผ้าเก่าๆ ให้หลาน แล้วดุฉันว่าของยังดีอยู่จะทิ้งทำไม… ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่าท่านจู้จี้ ขี้บ่น แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ท่านกำลังวางแผนเพื่ออนาคตของหลานๆ อยู่เงียบๆ
ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันปล่อยโฮออกมา ทั้งซาบซึ้งและรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจท่านผิดไป
ความลับที่หนักอึ้ง
พอกลับถึงบ้าน สามีของฉันยังคงบ่นว่าแม่ไม่ทิ้งอะไรไว้ให้เลยนอกจากบ้านเก่าๆ แถมยังพูดย้อนไปว่า “ถ้าเมื่อก่อนแม่ขยันกว่านี้ ลูกหลานคงสบายไปนานแล้ว” คำพูดนั้นทำเอาฉันจุกจนพูดไม่ออก ได้แต่กลืนก้อนสะอื้นลงคอ
นับตั้งแต่วันนั้น ฉันต้องแบกความลับอันหนักอึ้งไว้ เงินเกือบ 3 ล้านบาทนอนนิ่งอยู่ในบัญชีชื่อฉัน เหมือนคำสั่งเสียสุดท้ายของแม่สามี ฉันรู้ว่าท่านไว้ใจฉัน เชื่อว่าฉันจะทำเพื่อลูกๆ ได้ แต่การต้องปิดบังสามีไปตลอดชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทุกคืนที่มองหน้าลูกหลับ ฉันนึกถึงแววตาที่เหนื่อยล้าของแม่สามี นึกถึงตัวอักษรในพินัยกรรม… ฉันควรทำตามคำสั่งเสียของท่านเงียบๆ ต่อไป หรือควรพูดความจริงเพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส แม้จะเสี่ยงกับการที่ครอบครัวต้องทะเลาะกันเรื่องเงิน?















