Home สุขภาพ ครูวัย 36 ปีจากไปด้วยโรคเบาหวาน ทั้งที่ไม่ชอบกินหวาน เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ครูวัย 36 ปีจากไปด้วยโรคเบาหวาน ทั้งที่ไม่ชอบกินหวาน เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

27

ไม่ชอบขนมหวานก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยจากเบาหวาน

ไม่กินหวานจัด ทำไมยังมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้?

ภาพเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์กำลังดูแลผู้ป่วยบนเตียงในโรงพยาบาล พร้อมข้อความเกี่ยวกับครูหญิงวัย 36 ปีที่จากไปด้วยโรคเบาหวาน ทั้งที่ไม่ชอบรับประทานอาหารหวาน เป็นเรื่องที่ชวนให้หลายคนตั้งคำถามว่า หากไม่ชอบขนมหวาน ไม่ดื่มน้ำอัดลม และไม่ได้รับประทานน้ำตาลมากเป็นประจำ เหตุใดจึงยังมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้?

สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจคือ โรคเบาหวานไม่ได้เกิดจากการกินขนมหวานเพียงอย่างเดียว และคนที่ไม่ชอบรสหวานก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง เพราะโรคนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือด พันธุกรรม น้ำหนักตัว กิจกรรมทางกาย และปัจจัยด้านสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

สำหรับข้อความในภาพ ยังไม่มีรายละเอียดทางการแพทย์เพียงพอที่จะยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุใด หรืออาหารสี่ชนิดที่กล่าวถึงคืออะไร จึงไม่ควรสรุปว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นต้นเหตุของการจากไปของบุคคลในภาพโดยไม่มีข้อมูลยืนยัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจความเสี่ยงของโรคเบาหวานและพฤติกรรมการกินที่ควรใส่ใจ

โรคเบาหวานไม่ได้เกี่ยวข้องกับรสหวานเพียงอย่างเดียว

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น

อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อระบบนี้ทำงานผิดปกติ น้ำตาลจึงสะสมอยู่ในเลือดมากขึ้น หากระดับน้ำตาลสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือด หัวใจ ไต ดวงตา และระบบประสาทได้

เบาหวานมีหลายประเภท โดยประเภทที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่คือเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลินและการทำงานของตับอ่อนที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน ไม่ได้เกิดจากการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป

นอกจากนี้ ยังมีเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์และจำเป็นต้องได้รับการติดตามดูแลอย่างเหมาะสม

ดังนั้น การไม่ชอบกินของหวานจึงไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่เป็นเบาหวาน เพราะอาหารที่มีแป้งและคาร์โบไฮเดรตบางชนิดก็สามารถถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสได้เช่นกัน ปริมาณอาหารโดยรวมและรูปแบบการใช้ชีวิตจึงมีความสำคัญไม่แพ้การลดน้ำตาลในเครื่องดื่มหรือขนม

ปัจจัยเสี่ยงที่หลายคนอาจมองข้าม

ปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะการมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากเกินไป ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน อย่างไรก็ตาม คนที่มีรูปร่างผอมก็สามารถเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้รูปร่างภายนอกเป็นตัวตัดสินสุขภาพ

ประวัติครอบครัวก็เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ หากพ่อแม่หรือพี่น้องมีประวัติเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ความเสี่ยงของบุคคลนั้นอาจสูงขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัว

การนั่งเป็นเวลานานและไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายก็อาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาล เพราะกล้ามเนื้อมีบทบาทในการนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงาน หากร่างกายมีกิจกรรมทางกายน้อยเป็นประจำ ก็อาจทำให้ควบคุมน้ำหนักและระบบเผาผลาญได้ยากขึ้น

อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคือการนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียดเรื้อรัง และปัญหาสุขภาพบางอย่าง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมนและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม้ปัจจัยเหล่านี้จะไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นเบาหวานโดยตรง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมสุขภาพที่ควรดูแล

สิ่งสำคัญคือ เบาหวานไม่ได้เป็นโรคที่เกิดจากความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวของผู้ป่วย หลายคนมีปัจจัยทางพันธุกรรมหรือปัจจัยทางร่างกายร่วมด้วย การกล่าวโทษผู้ป่วยว่าเกิดจากการกินอาหารไม่ดีเพียงอย่างเดียวจึงไม่เป็นธรรมและไม่ช่วยให้เกิดการป้องกันที่ถูกต้อง

อาหาร 4 กลุ่มที่ควรใส่ใจ แม้ไม่ได้ชอบรสหวาน

เมื่อพูดถึงอาหารที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด หลายคนมักนึกถึงขนมเค้ก ลูกอม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง แต่ยังมีอาหารอีกหลายกลุ่มที่ควรพิจารณาปริมาณและความถี่ในการรับประทาน แม้จะไม่ได้มีรสหวานก็ตาม

1. ข้าวขาวและอาหารประเภทแป้งที่ผ่านการขัดสี

ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว และอาหารที่ทำจากแป้งขัดสี เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายย่อยและเปลี่ยนเป็นกลูโคสได้ การรับประทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะเมื่อกินร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารน้อย อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหลังมื้ออาหารได้

ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต้องงดข้าวหรือเส้นทั้งหมด แต่ควรควบคุมปริมาณให้เหมาะสม และเพิ่มผักหรืออาหารที่มีใยอาหารในมื้อเดียวกัน หากสะดวกอาจสลับรับประทานข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี หรือแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารมากขึ้น

2. เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและเครื่องดื่มปรุงรส

แม้บางคนไม่ชอบกินขนมหวาน แต่กลับดื่มกาแฟปรุงสำเร็จ ชานม น้ำผลไม้เติมน้ำตาล หรือน้ำอัดลมเป็นประจำ เครื่องดื่มเหล่านี้อาจมีน้ำตาลและพลังงานสูงโดยที่ผู้ดื่มไม่ทันสังเกต

การดื่มบ่อย ๆ อาจทำให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักเกินได้ การเลือกน้ำเปล่า ชาไม่เติมน้ำตาล หรือกาแฟที่ลดความหวานลง จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดน้ำตาลส่วนเกินได้

3. อาหารทอดและอาหารที่มีไขมันสูง

ไก่ทอด หมูทอด มันฝรั่งทอด และอาหารที่ใช้น้ำมันมาก อาจให้พลังงานสูง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณมากหรือเป็นประจำ หากทำให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวและสุขภาพด้านการเผาผลาญได้

ควรเลือกวิธีปรุงอาหารที่หลากหลาย เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง หรือผัดด้วยน้ำมันในปริมาณพอเหมาะ และเลือกไขมันจากแหล่งที่เหมาะสมแทนการรับประทานอาหารทอดบ่อย ๆ

4. อาหารแปรรูปและของว่างที่รับประทานเพลิน

ไส้กรอก แฮม ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารพร้อมรับประทานบางชนิด อาจมีโซเดียม ไขมัน หรือพลังงานสูง รวมถึงมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาลในปริมาณที่แตกต่างกันไป