Home สุขภาพ เล็บเสียหายจากการใช้งานหนักและการดูแลผิดวิธี ระวังผลกระทบที่หลายคนมองข้าม

เล็บเสียหายจากการใช้งานหนักและการดูแลผิดวิธี ระวังผลกระทบที่หลายคนมองข้าม

63

การสังเกตเล็บเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อพบการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือมีอาการผิดปกติต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เล็บเปลี่ยนสี หนาตัว และมีเศษสะสมใต้เล็บ

หนึ่งในลักษณะที่ควรให้ความสนใจคือเล็บมีสีเหลือง น้ำตาล ขาวขุ่น หรือมีพื้นผิวขรุขระมากขึ้น บางรายอาจพบว่าเล็บหนาตัว ขอบเล็บร่วน และมีเศษคล้ายผงสะสมอยู่ใต้แผ่นเล็บ

ลักษณะดังกล่าวอาจพบได้ในผู้ที่มีเชื้อราที่เล็บ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากเชื้อราบริเวณแผ่นเล็บหรือเนื้อใต้เล็บ โดยอาจทำให้เล็บเปลี่ยนสี หนาขึ้น เปราะแตก และมีเศษสะสมใต้เล็บ

อย่างไรก็ตาม การเห็นเล็บเปลี่ยนสีหรือมีเศษสะสมไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นเชื้อรา เพราะการบาดเจ็บซ้ำ ๆ โรคสะเก็ดเงิน และความผิดปกติของเล็บประเภทอื่นก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้

การตรวจโดยแพทย์อาจจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างเศษเล็บหรือชิ้นส่วนเล็บไปตรวจหาเชื้อ เพื่อแยกสาเหตุให้ชัดเจนก่อนเลือกวิธีรักษา

ตัวอย่างเล็บที่มีบริเวณสีขาวขุ่นจากการแยกตัวของแผ่นเล็บออกจากเนื้อใต้เล็บ

อาการแบบไหนที่ควรรีบให้ความสนใจ

การเปลี่ยนแปลงของเล็บบางอย่างอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อหยุดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสียหาย แต่หากพบอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

– เล็บเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง น้ำตาล หรือดำโดยไม่ทราบสาเหตุ

– แผ่นเล็บเริ่มยกตัวหรือแยกออกจากเนื้อใต้เล็บ

– เล็บหนาขึ้นผิดปกติและมีเศษสะสมบริเวณปลายเล็บ

– เล็บแตก เปราะ หรือหลุดลอกซ้ำ ๆ

– ผิวหนังรอบเล็บมีอาการแดง บวม ร้อน หรือเจ็บ

– มีหนองหรือของเหลวผิดปกติบริเวณขอบเล็บ

โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการปวด บวมแดง หรือมีหนอง ควรพบแพทย์โดยไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อบริเวณรอบเล็บ

หากพบแถบสีดำหรือน้ำตาลที่เกิดขึ้นใหม่และมีลักษณะเปลี่ยนแปลง หรือมีสีลามไปยังผิวหนังรอบเล็บ ก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน เนื่องจากความผิดปกติของสีเล็บบางประเภทอาจมีสาเหตุที่ต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียด

วิธีดูแลเล็บในชีวิตประจำวันให้แข็งแรงขึ้น

การดูแลเล็บให้มีสุขภาพดีไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ราคาแพงหรือเข้าร้านทำเล็บเป็นประจำ สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและลดปัจจัยที่อาจทำให้เล็บได้รับความเสียหาย

1. หลีกเลี่ยงการใช้เล็บแทนเครื่องมือ

ไม่ควรใช้เล็บเปิดกระป๋อง แกะสิ่งของ ขูดคราบ หรือแคะวัสดุที่ติดแน่น ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมแทน เพื่อไม่ให้เล็บต้องรับแรงกดมากเกินไป

2. ตัดเล็บอย่างเหมาะสม

ควรตัดเล็บด้วยกรรไกรหรือที่ตัดเล็บที่สะอาด ไม่ตัดสั้นจนเกินไป และหลีกเลี่ยงการตัดขอบเล็บลึกจนเกิดบาดแผล หากมีขอบเล็บคมสามารถใช้ตะไบแต่งอย่างเบามือได้

3. รักษาความสะอาดและความแห้งของเล็บ

หลังล้างมือหรือทำกิจกรรมที่สัมผัสน้ำเป็นเวลานาน ควรเช็ดมือและบริเวณซอกนิ้วให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณใต้เล็บ ไม่ควรปล่อยให้มีความชื้นสะสมเป็นเวลานาน

4. สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสสารเคมี

หากต้องล้างจาน ซักผ้า หรือใช้น้ำยาทำความสะอาด ควรสวมถุงมือเพื่อช่วยลดการสัมผัสสารเคมีโดยตรง หลังทำกิจกรรมควรล้างมือให้สะอาดและทาครีมบำรุงเพื่อรักษาความชุ่มชื้น

5. พักการทำเล็บเป็นระยะ

ผู้ที่ชอบทำเล็บเจลหรือต่อเล็บปลอมควรเว้นช่วงให้เล็บธรรมชาติได้พัก หลีกเลี่ยงการแกะหรือขูดสีเจลด้วยตัวเอง และควรเลือกสถานบริการที่ให้ความสำคัญกับความสะอาดและการฆ่าเชื้ออุปกรณ์

นอกจากนี้ ไม่ควรตัดหนังบริเวณโคนเล็บออก เพราะหนังส่วนนี้มีหน้าที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บริเวณที่สร้างเล็บ

Hội Mỹ thuật Da liễu Hoa Kỳ+2

เล็บที่เสียหายต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

หลายคนอาจคาดหวังว่าเมื่อหยุดทำเล็บหรือเลิกใช้เล็บในทางที่ผิดแล้ว เล็บจะกลับมาแข็งแรงทันที แต่ความจริงคือเล็บต้องอาศัยเวลาในการเจริญเติบโต

เล็บมือโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 4–6 เดือนในการงอกใหม่ตลอดความยาว ส่วนเล็บเท้าอาจใช้เวลานานกว่านั้นมาก ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และอัตราการเจริญเติบโตของแต่ละคน

หากมีบริเวณเล็บที่แยกออกจากเนื้อใต้เล็บแล้ว ส่วนที่แยกออกมาจะไม่สามารถกลับไปยึดติดได้ทันที แต่ต้องรอให้เล็บส่วนใหม่งอกออกมาแทนที่ การตัดแต่งส่วนที่หลุดอย่างเหมาะสมและป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติมจึงมีความสำคัญ

หากมีการติดเชื้อหรือโรคผิวหนังร่วมด้วย การหยุดพฤติกรรมเสี่ยงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องได้รับการรักษาตามสาเหตุจากแพทย์

อย่ารอให้เล็บเสียหายมากแล้วจึงเริ่มดูแล

เล็บเป็นส่วนเล็ก ๆ ของร่างกายที่ต้องเผชิญกับการใช้งานแทบทุกวัน ตั้งแต่การหยิบจับสิ่งของ การทำอาหาร การทำความสะอาด ไปจนถึงการทำงานที่ต้องใช้ปลายนิ้วอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีอันตราย เช่น การแคะใต้เล็บ การกัดเล็บ หรือการแกะสิ่งของด้วยปลายเล็บ อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาได้

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการทำให้เล็บดูสวยงาม แต่คือการรักษาความแข็งแรงของแผ่นเล็บและผิวหนังโดยรอบ การหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ระคายเคือง การรักษาความสะอาด และการไม่ทำร้ายเล็บซ้ำ ๆ เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพเล็บ

หากพบว่าเล็บเปลี่ยนสี หนาตัว แตก หรือแยกออกจากเนื้อใต้เล็บโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่าเพิ่งรีบปกปิดด้วยสีทาเล็บหรือเล็บปลอม ควรตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัดก่อน เพราะการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มต้นย่อมช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาที่รุนแรงขึ้นได้

หมายเหตุ: ภาพประกอบเป็นตัวอย่างลักษณะความผิดปกติของเล็บ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าเกิดจากการใช้งานเล็บมากเกินไป และไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้