Home ต่างประเทศ อึ้งทั้ง รพ.! “ชายร่างยักษ์” ฝืนคำหมอมีลูก ผ่านไป 18 ปี เห็นภาพลูกชายแล้วน้ำตาซึม

อึ้งทั้ง รพ.! “ชายร่างยักษ์” ฝืนคำหมอมีลูก ผ่านไป 18 ปี เห็นภาพลูกชายแล้วน้ำตาซึม

285

จากชายผู้เคยได้รับการรับรองให้เป็นผู้ชายที่มีความสูงตามธรรมชาติมากที่สุดในโลก สู่บทบาทของพ่อที่ต้องเผชิญกับคำเตือนจากแพทย์และเสียงวิจารณ์จากสังคม เรื่องราวของ เป่า ซีซุ่น (Bao Xishun) ชายชาวจีนผู้มีส่วนสูงถึง 2.36 เมตร เคยกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก หลังตัดสินใจแต่งงานและมีลูก ทั้งที่มีความกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติด้านการเจริญเติบโตและความเสี่ยงทางพันธุกรรม

เวลาผ่านไปหลายปี ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นจนเข้าสู่วัยหนุ่ม และกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนสนใจอีกครั้ง เพราะหลายคนอยากรู้ว่าเด็กที่เกิดจากพ่อซึ่งมีรูปร่างสูงผิดปกติ จะได้รับลักษณะดังกล่าวมาด้วยหรือไม่ ปัจจุบันมีการกล่าวถึงลูกชายของเขาในวัย 18 ปี ซึ่งมีส่วนสูงประมาณ 1.92 เมตร และมีความสนใจที่จะศึกษาด้านการเลี้ยงสัตว์เพื่อกลับไปช่วยเหลือครอบครัว

เป่า ซีซุ่น เกิดเมื่อปี 1951 ในครอบครัวที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ประเทศจีน ช่วงวัยเด็กของเขาไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปมากนัก แต่เมื่ออายุประมาณ 15 ปี ร่างกายกลับเติบโตอย่างรวดเร็ว จนส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ส่วนสูงของเขาก็อยู่ที่ประมาณ 2.36 เมตร

แม้ความสูงจะทำให้เขาเป็นที่จดจำ แต่ชีวิตประจำวันกลับไม่ได้สะดวกสบายเหมือนที่หลายคนคิด สิ่งของทั่วไปที่คนอื่นใช้งานได้ตามปกติกลับกลายเป็นอุปสรรคสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นประตูบ้านที่มีความสูงไม่เพียงพอ เตียงนอนที่สั้นเกินไป เสื้อผ้าและรองเท้าที่ต้องสั่งทำเป็นพิเศษ รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับคนที่มีรูปร่างสูงมากเช่นนี้

การใช้ชีวิตในสังคมยังทำให้เขาต้องเผชิญกับสายตาและความสนใจจากผู้คนอยู่เสมอ บางครั้งการเดินทางหรือทำกิจกรรมทั่วไปก็กลายเป็นเรื่องยาก เพราะผู้คนมักหันมามองด้วยความประหลาดใจ ความสูงที่โดดเด่นจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดเด่นทางร่างกาย แต่ยังเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวและการใช้ชีวิตของเขาในระยะยาว

ในช่วงหนึ่งของชีวิต เป่า ซีซุ่นยังต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพและความลำบากจากการใช้ร่างกายที่มีขนาดใหญ่ การทำงานและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอาจสร้างภาระต่อข้อต่อและระบบกระดูกมากกว่าคนทั่วไป เขาจึงไม่ได้มองความสูงของตัวเองว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจเพียงด้านเดียว แต่เป็นสภาพร่างกายที่ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับมันอย่างไร

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อเขาได้รับโอกาสปรากฏตัวในฐานะพรีเซนเตอร์หน้าร้านอาหารประเภทหม้อไฟ ความโดดเด่นของรูปร่างทำให้ผู้คนและสื่อเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น ชื่อของเขาค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก่อนที่ในปี 2005 Guinness World Records จะรับรองให้เขาเป็นชายที่มีความสูงตามธรรมชาติมากที่สุดในโลกในเวลานั้น ด้วยส่วนสูง 2.36 เมตร

หลังจากได้รับการรับรอง ชีวิตของเป่า ซีซุ่น ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก จากชายที่เคยใช้ชีวิตค่อนข้างเงียบสงบ กลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในจีนและต่างประเทศ ผู้คนอยากรู้เรื่องราวของชายร่างยักษ์ ทั้งชีวิตประจำวัน ความรัก และความยากลำบากที่ต้องเผชิญจากความสูงที่แตกต่างจากคนทั่วไป

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เขาได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือการใช้แขนที่ยาวผิดปกติช่วยนำสิ่งแปลกปลอมออกจากท้องของโลมาที่ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวและทำให้หลายคนมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเขา ไม่ใช่เพียงชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่ แต่ยังเป็นคนที่สามารถนำลักษณะทางร่างกายของตัวเองมาใช้ช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย

ต่อมาในปี 2007 เขาได้พบกับ เซี่ย ซู่เจวียน หญิงสาวที่มีอายุน้อยกว่าเขาถึง 28 ปี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากความแตกต่างทั้งด้านอายุและรูปร่าง รวมถึงสถานะของเป่า ซีซุ่น ในฐานะชายที่เคยได้รับการบันทึกสถิติโลก แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบางฝ่าย แต่ทั้งสองก็ตัดสินใจสร้างครอบครัวร่วมกัน และจัดพิธีแต่งงานในที่สุด

ความรักของเป่า ซีซุ่นและเซี่ย ซู่เจวียน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ เพราะครอบครัวและแพทย์ต่างมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของแม่และพัฒนาการของทารก โดยเฉพาะคำถามว่าความสูงที่ผิดปกติของพ่อจะถ่ายทอดไปยังลูกหรือไม่ และเด็กจะมีความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตมากเพียงใด

ตามเรื่องราวที่เผยแพร่ มีการระบุว่าแพทย์เคยเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงและแสดงความกังวลต่อการตั้งครรภ์ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าทั้งคู่ควรตัดสินใจอย่างไร บางคนกังวลว่าลูกอาจต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพเช่นเดียวกับพ่อ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าการมีลูกเป็นสิทธิของครอบครัว หากได้รับการตรวจประเมินและดูแลทางการแพทย์อย่างเหมาะสม

เป่า ซีซุ่น ยืนยันว่าเขาไม่ได้มองความสูงของตัวเองเป็นเหตุผลที่จะต้องสละโอกาสในการเป็นพ่อ เขามองว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่มีรูปร่างสูงกว่าคนทั่วไป และต้องการมีครอบครัวเหมือนคนอื่น การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรักระหว่างสามีภรรยา แต่ยังเป็นการเผชิญหน้ากับความกังวลและคำตัดสินจากสังคมที่จับตามองชีวิตของเขา

ในที่สุด วันที่ 2 ตุลาคม 2008 ทั้งคู่ก็ได้ต้อนรับลูกชายคนแรก โดยตั้งชื่อว่า เทียนโย่ว ซึ่งมีความหมายตามเรื่องเล่าว่าได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์ การเกิดของเด็กชายทำให้ครอบครัวมีความสุขอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนที่ติดตามเรื่องราวของเป่า ซีซุ่น อยากรู้ว่าลูกจะมีรูปร่างและสุขภาพเป็นอย่างไรเมื่อเติบโตขึ้น

ตลอดช่วงวัยเด็ก พ่อแม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของลูก โดยมีการกล่าวถึงการตรวจติดตามพัฒนาการด้านกระดูก ระบบต่อมไร้ท่อ และหัวใจ เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น การตรวจติดตามเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับเด็กที่มีการเจริญเติบโตโดดเด่น เพราะแพทย์สามารถประเมินได้ว่าการเพิ่มขึ้นของส่วนสูงเป็นไปตามพัฒนาการปกติหรือมีสัญญาณของโรคบางอย่างร่วมด้วย

ข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับพัฒนาการของเทียนโย่วระบุว่า เมื่ออายุ 10 ปี เขามีส่วนสูงเกือบ 1.60 เมตร ต่อมาเมื่ออายุ 14 ปี สูงประมาณ 1.70 เมตร และเมื่ออายุ 16 ปี ส่วนสูงเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.89 เมตร ตัวเลขดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นเด็กที่สูงเด่นกว่าเพื่อนวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังต้องพิจารณาการเจริญเติบโตตามอายุและผลตรวจทางการแพทย์ประกอบกัน

เมื่อเข้าสู่วัย 18 ปี มีรายงานว่าเทียนโย่วมีส่วนสูงประมาณ 1.92 เมตร แม้จะเป็นส่วนสูงที่โดดเด่น แต่เรื่องราวที่เผยแพร่ระบุว่าเขาไม่ได้มีภาวะโรคคนตัวยักษ์หรือ Gigantism และไม่พบความผิดปกติของต่อมใต้สมองหรือกระดูกตามผลตรวจที่กล่าวถึง จึงเป็นภาพที่แตกต่างจากพ่อซึ่งมีส่วนสูงถึง 2.36 เมตร

โรคคนตัวยักษ์หรือ Gigantism เป็นภาวะที่เกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตมากเกินไปในช่วงวัยเด็ก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของต่อมใต้สมอง โดยเฉพาะเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง เมื่อมีฮอร์โมนดังกล่าวมากเกินไป กระดูกและเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะเติบโตอย่างผิดปกติ ส่งผลให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม คนที่มีส่วนสูงมากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรค Gigantism ทุกคน เพราะความสูงยังขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายด้าน การประเมินจำเป็นต้องดูประวัติการเติบโต ระดับฮอร์โมน การทำงานของต่อมใต้สมอง และผลตรวจอื่น ๆ ไม่สามารถตัดสินจากตัวเลขส่วนสูงเพียงอย่างเดียวได้

เรื่องราวของเทียนโย่วยังมีอีกแง่มุมที่ทำให้ผู้คนประทับใจ นั่นคือความตั้งใจที่จะเรียนต่อด้านสัตวบาล โดยมีความต้องการนำความรู้กลับไปช่วยเหลือครอบครัว เขาให้เหตุผลว่าอยากเรียนรู้วิธีเลี้ยงวัวอย่างถูกต้อง เพื่อกลับไปช่วยซ่อมแซมคอกสัตว์และแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ คำพูดดังกล่าวสะท้อนถึงความผูกพันกับครอบครัวและความตั้งใจที่จะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์จริง

สำหรับเป่า ซีซุ่น การได้เห็นลูกชายเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างมาก จากวันที่ต้องเผชิญกับคำเตือนและความกังวลระหว่างการตั้งครรภ์ วันนี้ลูกชายได้เติบโตเป็นชายหนุ่มที่มีความสนใจและเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับความสูงและผลตรวจสุขภาพของเทียนโย่ว รวมถึงรายละเอียดคำเตือนของแพทย์ เป็นข้อมูลตามเรื่องราวที่เผยแพร่ ไม่ควรนำไปสรุปว่าเด็กทุกคนที่มีพ่อหรือแม่สูงผิดปกติจะมีผลลัพธ์เช่นเดียวกัน หากครอบครัวมีประวัติความผิดปกติของฮอร์โมนหรือการเจริญเติบโต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนติดตามอย่างเหมาะสม

เรื่องราวของเป่า ซีซุ่น จึงไม่ได้มีเพียงความน่าทึ่งของชายผู้สูงถึง 2.36 เมตรเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของครอบครัว ความรัก และการดูแลลูกในระยะยาว สิ่งที่ผู้คนจดจำได้ในวันนี้ไม่ใช่เพียงส่วนสูงของพ่อหรือลูก แต่ยังรวมถึงความตั้งใจของลูกชายที่อยากนำความรู้กลับไปช่วยเหลือพ่อแม่ ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตครอบครัวที่น่าสนใจไม่แพ้สถิติโลกเลย