ดื่มน้ำมะนาวทุกวันนานถึง 2 ปี หวังรักษาความดันโลหิตสูงด้วยวิธีธรรมชาติ แต่สุดท้ายกลับต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน หลังเกิดอาการหายใจไม่ออก เจ็บหน้าอกรุนแรง และเหงื่อออกเย็น แพทย์ตรวจพบภาวะปอดบวมเฉียบพลันร่วมกับหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน จนต้องใส่ท่อช่วยหายใจและเข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤต เรื่องราวนี้กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่เชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มบางชนิดสามารถใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้
นายลี่เหริน ชายวัย 70 ปี จากเมืองฉางหัว ประเทศไต้หวัน เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน หลังทราบผลการตรวจ เขากลับไม่ได้เข้ารับการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ใช้ยาตามแนวทางการรักษาที่แพทย์แนะนำ แต่เลือกหันไปใช้วิธีที่ตัวเองเชื่อว่าสามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้ นั่นคือการดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำทุกวัน
ในช่วงแรก นายลี่คิดว่าการดื่มน้ำมะนาวเป็นวิธีง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งยาและไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อยครั้ง เขาจึงดื่มน้ำมะนาวต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเชื่อว่าเครื่องดื่มชนิดนี้จะช่วยดูแลสุขภาพและทำให้ความดันโลหิตกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม
เมื่อใดก็ตามที่เริ่มรู้สึกหายใจลำบาก นายลี่ก็จะดื่มน้ำมะนาวเพื่อหวังให้อาการดีขึ้น เขาใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ โดยไม่ได้กลับไปตรวจหาสาเหตุของอาการ และไม่ได้ตระหนักว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจหรือภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง
การที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าอาการบางอย่างทุเลาลงหลังดื่มเครื่องดื่ม ไม่ได้หมายความว่าโรคที่เป็นอยู่ได้รับการรักษาแล้ว โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงซึ่งมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยบางรายอาจใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แม้ระดับความดันจะสูงต่อเนื่องและกำลังส่งผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือดอยู่ก็ตาม
ตลอดระยะเวลา 2 ปี นายลี่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจวัดความดันและติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เขายังคงเชื่อมั่นในวิธีที่ตัวเองเลือก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นขณะอยู่บ้านเพียงลำพัง
วันนั้นนายลี่เริ่มมีอาการหายใจลำบากอย่างหนัก ตามมาด้วยอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงและเหงื่อออกเย็น เขาพยายามใช้วิธีเดิมด้วยการดื่มน้ำมะนาว แต่กลับไม่พบว่าอาการดีขึ้น นอกจากนี้ เขายังตัดสินใจอาบน้ำเย็นเพื่อหวังบรรเทาความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น ทว่าอาการกลับยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
ในช่วงเวลานั้น เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการผิดปกติอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะตัดสินใจโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากญาติ เพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป
ญาติรีบนำตัวนายลี่ส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลฉางหัวในไต้หวันทันที เมื่อเดินทางถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์พบว่าผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบากอย่างรุนแรงจนแทบไม่สามารถพูดได้ตามปกติ สภาพร่างกายอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง และผลตรวจระดับออกซิเจนในเลือดก็แสดงค่าที่ต่ำอย่างมาก
แพทย์หลินเจี๋ย จากแผนกฉุกเฉิน เปิดเผยว่า ระดับออกซิเจนในเลือดของนายลี่ หรือค่า SpO2 ลดลงเหลือเพียง 70% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติที่โดยทั่วไปอยู่ประมาณ 95-100% อย่างมาก ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ทีมแพทย์ได้ตรวจหาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่อาจเป็นสาเหตุของอาการ โดยผลตรวจไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ออกมาเป็นลบ แต่เมื่อประเมินอาการและตรวจเพิ่มเติมกลับพบความผิดปกติที่รุนแรงกว่านั้น นั่นคือภาวะปอดบวมเฉียบพลัน ซึ่งส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างฉับพลัน
เมื่อพบว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะหายใจล้มเหลว ทีมแพทย์จึงรีบใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อรักษาระดับออกซิเจนและช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้ ก่อนส่งตัวเข้าห้องผู้ป่วยวิกฤตเพื่อรับการรักษาอย่างใกล้ชิด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้กับทีมแพทย์อย่างมาก เพราะอาการของนายลี่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาที่ปอดเท่านั้น แต่ยังมีความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
จากชายวัย 70 ปีที่เชื่อว่าการดื่มน้ำมะนาวทุกวันจะช่วยควบคุมความดันโลหิต ในที่สุดเขากลับต้องเผชิญกับภาวะฉุกเฉินที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู ขณะที่แพทย์เริ่มตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเหตุใดความผิดปกติของหัวใจและปอดจึงเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรุนแรงเช่นนี้
หลังจากนายลี่เหรินถูกนำตัวเข้าห้องผู้ป่วยวิกฤต ทีมแพทย์พบว่าปัญหาสุขภาพของเขาซับซ้อนกว่าภาวะปอดบวมเฉียบพลันที่ตรวจพบในช่วงแรก เพราะนอกจากระบบหายใจจะได้รับผลกระทบอย่างหนักแล้ว ยังมีภาวะหัวใจล้มเหลวและหลอดเลือดหัวใจอุดตันร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต
นายแพทย์หลิน เหวินเพ่ย หัวหน้าแผนกผู้ป่วยวิกฤตของโรงพยาบาล เปิดเผยว่า ผลการตรวจพบความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สภาพร่างกายของนายลี่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว แพทย์ประเมินว่าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยอาจเผชิญอันตรายถึงชีวิตได้

หนึ่งในปัญหาที่ตรวจพบคือภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เมื่อการทำงานของหัวใจผิดปกติ เลือดจึงอาจคั่งย้อนกลับไปยังหลอดเลือดในปอด ส่งผลให้เกิดการสะสมของของเหลวในเนื้อปอดและรบกวนกระบวนการแลกเปลี่ยนออกซิเจน

















