ครูเกษียณเส้นเลือดสมองตีบ หลังเปลี่ยนหมอน แพทย์ชี้หมอนแบบไหนอันตราย ใช้แล้วเสี่ยงปวดต้นคอ และภาวะเส้นเลือดสมอง
ครูเกษียณชาวจีนวัย 65 ปี เกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบอย่างรุนแรง หลังเปลี่ยนมาใช้หมอนสูงและแข็งได้ประมาณหนึ่งเดือน เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนเริ่มกลับมาสำรวจหมอนที่ใช้อยู่ทุกคืน เพราะของใช้ใกล้ตัวอาจส่งผลต่อท่าทางของคอมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดอยู่เดิม
หมอนสูงไม่ใช่สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองในคนทั่วไป แต่การหนุนหมอนที่สูงเกินสรีระอาจทำให้คออยู่ในท่างอผิดธรรมชาติติดต่อกันหลายชั่วโมง งานวิจัยบางชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมนี้กับภาวะหลอดเลือดแดงบริเวณคอฉีกขาด ซึ่งสามารถนำไปสู่สมองขาดเลือดได้ในบางกรณี
ครูเกษียณวัย 65 ปี เส้นเลือดสมองตีบหลังเปลี่ยนหมอนหนึ่งเดือน
สื่อจีนรายงานเรื่องราวของนายหลี่ ครูเกษียณวัย 65 ปี จากเมืองอี้ฉาง มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ซึ่งใช้ชีวิตค่อนข้างดี สุขภาพแข็งแรงและออกกำลังกายเป็นประจำ ครอบครัวจึงไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะเผชิญปัญหาสุขภาพร้ายแรงอย่างกะทันหัน
วันเกิดเหตุ นายหลี่กำลังเดินเล่นอยู่ใกล้บ้านตามกิจวัตร ก่อนเกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง พูดไม่ชัด แขนขาด้านหนึ่งอ่อนแรง และหมดสติ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นจึงรีบเรียกรถพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
ผลตรวจภาพสมองพบว่า นายหลี่มีภาวะหลอดเลือดสมองตีบบริเวณฐานสมองด้านซ้าย แม้แพทย์สามารถช่วยให้พ้นจากภาวะวิกฤตได้ แต่อาการที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

ปวดคอเรื้อรัง ก่อนเลือกใช้หมอนสูงและแข็งตามคำบอกต่อ
ตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีที่ทำงานเป็นครู นายหลี่ต้องก้มอ่านหนังสือและเตรียมการสอนอยู่เป็นประจำ จึงมีอาการปวดคอและหัวไหล่เรื้อรัง เมื่ออายุมากขึ้น เขาเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอตามวัย และไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจัง
ต่อมา นายหลี่ได้ยินคำบอกต่อว่า การนอนบนหมอนสูงและแข็งอาจช่วยบรรเทาอาการปวดคอ จึงซื้อหมอนลักษณะดังกล่าวมาใช้ หลังเปลี่ยนหมอนได้ประมาณหนึ่งเดือน อาการปวดคอและปวดศีรษะกลับรุนแรงขึ้น ก่อนเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบในเวลาต่อมา
แพทย์ที่ดูแลจึงตั้งข้อสังเกตว่า หมอนใบใหม่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้น เนื่องจากความสูงและความแข็งของหมอนทำให้คออยู่ในท่าก้มเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละคนยังขึ้นอยู่กับอายุ โรคประจำตัว และสภาพของหลอดเลือดร่วมด้วย

ทำไมหมอนสูงเกินไปจึงอาจกระทบหลอดเลือดบริเวณคอ
เมื่อหมอนสูงเกินความเหมาะสม ศีรษะจะถูกดันไปข้างหน้าจนคองอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่านี้อาจเพิ่มแรงตึงต่อกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และหลอดเลือดที่พาดผ่านบริเวณคอ โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงกระดูกสันหลัง ซึ่งทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง
หากผนังหลอดเลือดเกิดการฉีกขาด เลือดสามารถแทรกเข้าไปในชั้นผนังหลอดเลือดและทำให้ทางเดินเลือดแคบลง นอกจากนี้ยังอาจเกิดลิ่มเลือดที่เคลื่อนไปอุดหลอดเลือดสมอง จนนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือดหรือหลอดเลือดสมองตีบได้
ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หลอดเลือดแข็ง หรือความผิดปกติของหลอดเลือดอยู่ก่อนแล้ว การนอนผิดท่าจึงอาจกลายเป็นแรงกระตุ้นเพิ่มเติมในคนบางกลุ่ม แม้ไม่ใช่สาเหตุหลักเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยพบอะไรเกี่ยวกับหมอนสูงและโรคหลอดเลือดสมอง
งานศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งเผยแพร่ในวารสาร European Stroke Journal เมื่อปี 2024 เปรียบเทียบผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดแดงกระดูกสันหลังฉีกขาดโดยไม่ทราบสาเหตุ 53 ราย กับกลุ่มควบคุมที่มีอายุและเพศใกล้เคียงกันอีก 53 ราย
ผลการศึกษาพบว่า การใช้หมอนสูงตั้งแต่ 12 เซนติเมตรขึ้นไปพบในกลุ่มผู้ป่วยมากกว่ากลุ่มควบคุม และความสัมพันธ์ยิ่งเด่นชัดในผู้ใช้หมอนสูงตั้งแต่ 15 เซนติเมตรขึ้นไป นักวิจัยเรียกภาวะที่อาจเชื่อมโยงกับการหนุนหมอนสูงลักษณะนี้ว่า “Shogun Pillow Syndrome”
งานวิจัยดังกล่าวศึกษาโรคของหลอดเลือดเฉพาะชนิดและมีผู้เข้าร่วมจำนวนไม่มาก จึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ช่วยให้ตระหนักถึงท่านอนและความสูงของหมอน สิ่งที่นำมาใช้ได้ทันทีคือควรหลีกเลี่ยงหมอนที่ดันคอให้งอมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อตื่นมาแล้วมีอาการปวดคอหรือปวดศีรษะเป็นประจำ
หมอนสูงแค่ไหนจึงเหมาะกับการนอน
ความสูงของหมอนที่เหมาะสมไม่ได้มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับท่านอน รูปร่าง ความกว้างของหัวไหล่ ความนุ่มของที่นอน และการยุบตัวของหมอน หลักสำคัญคือ เมื่อนอนแล้วศีรษะ คอ และแนวกระดูกสันหลังควรอยู่ในท่าที่เป็นธรรมชาติ
นอนหงาย: หมอนควรรองรับส่วนโค้งของคอ โดยไม่สูงจนดันศีรษะให้ก้มและคางชิดหน้าอก
นอนตะแคง: หมอนควรเติมช่องว่างระหว่างศีรษะกับหัวไหล่ เพื่อให้คออยู่ในแนวเดียวกับลำตัว
นอนคว่ำ: ควรใช้หมอนบาง เพราะหมอนที่สูงมากจะทำให้คอบิดและแอ่นเพิ่มขึ้น
มีโรคกระดูกคอ: ควรให้แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดช่วยประเมิน แทนการเพิ่มความสูงและความแข็งตามคำบอกต่อ
หมอนควรนุ่มหรือแข็ง เลือกอย่างไรไม่ให้ปวดคอ
หมอนที่เหมาะควรมีความแน่นพอรองรับศีรษะและคอ แต่ยังยุบตัวตามน้ำหนักได้ ไม่แข็งจนเกิดแรงกดเฉพาะจุด และไม่นุ่มจนศีรษะจมลงมากเกินไป หลังพลิกตัว หมอนควรช่วยประคองคอให้อยู่ในแนวที่สัมพันธ์กับกระดูกสันหลังได้
หลังเปลี่ยนหมอน ควรสังเกตอาการของตัวเองในช่วงหลายคืนแรก หากตื่นมาแล้วปวดคอ ปวดศีรษะ ไหล่ตึง ชาที่แขน หรือรู้สึกว่าคอต้องก้มและเชิดผิดธรรมชาติ ควรหยุดใช้และเลือกหมอนที่เหมาะกับสรีระมากกว่าเดิม
ปวดคอหรือปวดศีรษะแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล
อาการปวดคอจากท่านอนมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อปรับหมอนและท่าทาง แต่หากปวดคอหรือปวดศีรษะรุนแรงอย่างฉับพลัน ร่วมกับเวียนศีรษะ เดินเซ เห็นภาพซ้อน คลื่นไส้ แขนขาชา หรืออ่อนแรง ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยไม่รอดูอาการ
หากพบอาการหน้าเบี้ยว แขนตกหรือแขนขาอ่อนแรงข้างหนึ่ง และพูดไม่ชัด ให้สงสัยโรคหลอดเลือดสมองและรีบเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที การรักษาบางวิธีมีช่วงเวลาจำกัด ยิ่งผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลเร็ว โอกาสลดความพิการยิ่งเพิ่มขึ้น
ครูเกษียณฟื้นตัวหลังทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง
หลังผ่านการรักษาและฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน นายหลี่เริ่มฟื้นคืนสติและควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นตามลำดับ จากที่เคยต้องพึ่งพาครอบครัวในทุกกิจกรรม เขาสามารถเริ่มฝึกเดินด้วยตัวเองโดยใช้เครื่องช่วยเดิน
การฟื้นตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและขนาดของสมองที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงความรวดเร็วในการรักษา การทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอจึงมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและการกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน
สรุป นอนหมอนสูงเสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบหรือไม่
หมอนที่สูงและแข็งเกินสรีระอาจทำให้คออยู่ในท่าผิดธรรมชาตินานตลอดคืน และเพิ่มแรงตึงต่อโครงสร้างบริเวณคอ งานวิจัยพบความสัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแดงกระดูกสันหลังฉีกขาดในบางกลุ่ม ซึ่งภาวะนี้สามารถนำไปสู่หลอดเลือดสมองตีบได้
ทางเลือกที่ปลอดภัยคือใช้หมอนที่รองรับคอได้พอดี ไม่ดันศีรษะให้ก้มหรือเชิดมากเกินไป พร้อมควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด และปัจจัยเสี่ยงอื่นควบคู่กัน หากมีอาการปวดคอเรื้อรัง ไม่ควรรักษาด้วยการเปลี่ยนไปใช้หมอนสูงหรือแข็งตามคำบอกต่อ แต่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง














