Home บันเทิง ถึงบางอ้อทันที “เส้นเลือดหัวใจตีบ” เกิดจาก วัคซีนโควิด หรือไม่

ถึงบางอ้อทันที “เส้นเลือดหัวใจตีบ” เกิดจาก วัคซีนโควิด หรือไม่

312

สรุปปม “เร แม๊คโดแนลด์” เสียชีวิต แพทย์ยันเส้นเลือดหัวใจตีบไม่เกี่ยวกับวัคซีน เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปั่นกระแส!

จากข่าวเศร้าวงการบันเทิง “เร แม๊คโดแนลด์” ได้เสียชีวิตลงที่บ้านพักของตัวเองที่ผ่านมา ก่อนพบ เส้นเลือดหัวใจตีบ 3เส้น

ซึ่งเรื่องราวดังกล่าว มีการพูดถึงว่า วัคซีนโควิด อาจเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุด้วยหรือไม่นั้น

ล่าสุด หมอม็อด แพทย์ชื่อดังได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ระบุว่า

เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นของคุณเร แมคโดนัลด์ ไม่ได้เกิดจากวัคซีน
อย่าเอาการเสียชีวิตของคนอื่นมาโยงมั่วๆ เพื่อสร้าง Engagement แล้วจบด้วยการขายอาหารเสริม

ถึงบางอ้อทันที "เส้นเลือดหัวใจตีบ" เกิดจาก วัคซีนโควิด หรือไม่

ด้าน อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ก็ได้โพสต์ข้อความระบุถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ว่า

[#FactCheck] “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ได้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน (โควิด-19) ”

เริ่มเจอคนที่โยงการเสียชีวิตจากภาวะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (อย่างกรณีพี่เรย์ แม็คโดนัลด์) เข้ากับการที่ฉีดวัคซีน (โดยเฉพาะวัคซีนโรคโควิด-19) กันแล้ว ซึ่งมีทั้งพวกกังวลเรื่องสุขภาพ แล้วเชื่อมโยงกันเอง ไปจนถึงพวกที่เอามาปั่นกระแสให้คนหวาดกลัว แล้วขายอาหารเสริม หรือคอร์สล้างพิษวัคซีน (ซึ่งไม่มีจริงนะครับ พิษวัคซีนเนี่ย)

ความจริงแล้ว ความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งมีหลายประการนั้น ไม่ได้มีที่บอกว่าเกิดจากการฉีควัคซีน แต่อย่างไร

ถ้าจะมีรายงานมากหน่อย เกี่ยวกับภาวะผิดปรกติของหลอดเลือดและหัวใจ จากการฉีคซีน ก็มี “ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน” ในหลอดเลือด ซึ่งมีรายงานพบได้ ในกลุ่มคนที่ฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 บางยี่ห้อ ที่ใช้ไวรัสเป็นตัวนำส่งโปรตีนหนาม เช่นยี่ห้อ AstraZeneca และยี่ห้อ Johnson & Johnson แล้วเกิดโรค Vaccine-Induced Immune Thrombotic Thrombocytopenia (ภาวะเกล็ดเลือดต่ำและภาวะหลอดเลือดอุดตัน หลังจากได้รับวัคซีน) ขึ้น แต่ก็พบในอัตราส่วนที่น้อยมาก คือประมาณ 50-100 เคส ต่อการฉีดวัคซีน 50 – 60 ล้านโดส

หรืออีกอย่างก็คือ “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) หรือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis)” ที่พบในผู้ที่ฉีดวัคซีนกลุ่ม mRNA เช่น วัคซีนจากบริษัท Pfizer และ Moderna แต่มีอัตราส่วนที่น้อยมากเช่นกัน คือ ประมาณเฉลี่ย 12 คนใน 1 ล้านคน และพบมากในกลุ่มคนอายุน้อย และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

อาการพวกนี้ มักเริ่มเป็นหลังจากฉีดวัคซีนไปไม่นาน และส่วนใหญ่จะหายเองได้ หรือรักษาให้หายได้ (ไม่ใช่ฉีดไปหลายปี แล้วค่อยมาโยงว่าปัญหาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด จะมาจากการฉีดวัคซีน) .. และเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการติดเชื้อโรคแล้ว ซึ่งก็ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบขึ้นได้เช่นกัน (แถมรุนแรงกว่าผลจากวัคซีนด้วย) หรือทำให้เจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลแล้วนั้น การฉีดวัคซีนก็ยังคุ้มค่ากว่า ที่จะไม่ฉีด

สำหรับ รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับ “ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ” นั้น ขอเอาบทความของโรงพยาบาลกรุงเทพฯ นี้ มาให้อ่านกันครับ

(บทความ) “เส้นเลือดหัวใจตีบรักษาหายไหม? รู้ทันอาการและแนวทางรักษา”

ในช่วงหลายสิบกว่าปีที่ผ่านมา คนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตด้วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือตัน ซึ่งปัจจุบันเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย

โดยพบว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากการบริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ออกกำลังกายน้อยลง และมีความเครียดมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกรรมพันธุ์อีกด้วย

#โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันคืออะไร

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่หลอดเลือดแดงคอโรนารี (Coronary Artery) ซึ่งทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดการสะสมของคราบไขมัน หินปูน และสารต่าง ๆ บริเวณผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) ส่งผลให้ช่องภายในหลอดเลือดตีบแคบลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ลดลง นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และอาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

#สาเหตุของเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากอะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันเกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัว หรือมีไขมันไปเกาะผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากหลอดเลือดแดงตีบแคบมากจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

#ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิด โรคหัวใจตีบ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนและควบคุมได้ด้วยตัวเอง

1. #ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ มีดังนี้

อายุ : โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงของโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น

พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

เพศ : ผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน

2. #ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันได้ มีดังนี้

โรคความดันโลหิตสูง : การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดมาเลี้ยงร่างกาย กล้ามเนื้อหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น หลอดเลือดตีบแข็งและอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย และนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด

การสูบบุหรี่ : ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2 – 4 เท่า เนื่องจากสารที่อยู่ภายในบุหรี่จะทำให้เซลล์ที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดเสื่อม ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน ซึ่งนำไปสู่สภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

ระดับไขมันในเลือด : ผู้ที่มีระดับไขมัน LDL คอเลสเตอรอลสูงจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงขึ้น ไขมันดังกล่าวทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นและหลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนน้อยลง ในที่สุดหลอดเลือดหัวใจก็อุดตันและเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย

โรคเบาหวาน : ทำให้ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น เบาหวานทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ เสื่อมลง

การขาดการออกกำลังกาย : ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะมีความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ และยังช่วยควบคุมปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิต ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด เบาหวาน และน้ำหนักที่มากเกินหรืออ้วน

ความอ้วน : ผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 กิโลกรัม / ส่วนสูง (เมตร)2 ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ โดยสามารถคำนวณดัชนีมวลกายได้จากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลัง 2

อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย แม้มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม / (เมตร)2 ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

#สังเกตอาการหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนสายเกินแก้

ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบแคบหรืออุดตันค่อนข้างมาก จะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น ดังนี้

– มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหมือนมีของหนักกดทับตรงกลางหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกแรง

– มีอาการเจ็บร้าวจากหน้าอกขึ้นไปถึงคาง ไหล่ หลัง หรือเจ็บลงไปถึงแขนซ้าย

– เจ็บแน่นจุกอกหรือจุกใต้ลิ้นปี่ เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะขณะออกแรงและดีขึ้นเมื่อพัก แต่หากมีอาการขณะพัก หรือมีอาการต่อเนื่องนานเกิน 20 นาที ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

– หายใจหอบ เหนื่อย

– เหงื่อแตก ใจสั่น

– หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น (Heart Attack)

#แนวทางการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน

การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ มีเป้าหมายเพื่อเปิดทางเดินเส้นเลือดที่อุดตันให้เลือดกลับไปไหลเวียนได้ตามปกติ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดยวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ดังนี้

1. #การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด

การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) เป็นหัตถการที่แพทย์ใช้สายสวนขนาดเล็กนำบอลลูนไปยังตำแหน่งที่หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน จากนั้นจึงขยายบอลลูน เพื่อกดคราบไขมันและหินปูนที่เกาะอยู่บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องภายในหลอดเลือดกว้างขึ้น จากนั้นอาจใส่ขดลวดค้ำยัน (Stent) เพื่อช่วยพยุงหลอดเลือดให้เปิดกว้างและลดโอกาสการตีบซ้ำ

2. #การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (การทำบายพาส)

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือที่รู้จักกันว่า “การทำบายพาส” แพทย์จะใช้เส้นเลือดภายในทรวงอกด้านซ้ายและเส้นเลือดแดงบริเวณแขนซ้าย หรือเส้นเลือดดำบริเวณขา ตั้งแต่ข้อเท้าด้านในจนถึงโคนขาด้านในมาเย็บต่อเส้นเลือดเพื่อนำเลือดแดงจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดโดยข้ามผ่านเส้นเลือดส่วนที่ตีบ

#การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้

– รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและมาตรวจตามนัดทุกครั้ง

– รับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ลิตร

– รับประทานอาหารแต่พออิ่มและควรพักหลังอาหารประมาณ 1/2 – 1 ชั่วโมง

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดีที่สุด คือ การเดิน เริ่มโดยเดินช้า ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง

– ทำจิตใจให้สงบ หาโอกาสพักผ่อน หาวิธีลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เช่น ดูเกมการแข่งขันที่เร้าใจ ฯลฯ

– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและเค็มจัด

– หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสม

– หลีกเลี่ยงงานหนัก งานรีบเร่ง และงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องนาน ๆ

– เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกให้หยุดกิจกรรมนั้น ๆ ทันที แล้วรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด