พ้อคนด่าว่าชั่ว! แพรวพราว แสงทอง เปิดใจฝ่ามรสุมดราม่า แจงเปลี่ยนป้ายวงใหม่ ปิดตำนานแสงทองฟินแลนด์ ตอบชัดโอกาสรีเทิร์น ผญบ.ฟินแลนด์

เปลี่ยนป้ายวงใหม่ ปิดตำนาน แสงทองฟินแลนด์ หมอลำซิ่งสาวคนดัง “แพรวพราว แสงทอง” เปิดใจกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก หลังฝ่ามรสุมดราม่าเลิกรากับ ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ หรือ บิ๊ก ธิติวุฒิ

“ดราม่าส่งผลกระทบทุกอย่าง ชีวิต คนรอบข้าง องค์กร การทำงาน เจ้าภาพ แรกๆ เจ้าภาพลังเลใจ มียกเลิกไปงานเดียว แต่ว่าเป็นปี 68 งานเดียว 13 เมษายน 68 แล้วทีนี้เราก็คิดว่ามันน่าจะมีงาน 2 3 4 ที่จะยกเลิกมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มี มันก็การันตีจากการทำงานคุณภาพของเรา เวลาไปแสดงเอฟซีก็ยังเยอะอยู่”

“ตอนแรกก็คิดว่าออกหน้าเวที มันต้องมีคนชี้หน้าด่าฉันแน่นอนเลย หรือว่าโยนของขึ้นมา เราก็คิดว่ามันเป็นไปได้หมด เพราะว่าสังคมทุกวันนี้ มันเป็นยุคของโซเชียลค่อนข้างจะรุนแรง

บางคนเขาไม่รู้ว่าเรื่องของคนสองคนมันเป็นมายังไง ไม่มีใครรู้ แต่ในเมื่อสังคมได้ยินข่าวออกไปแบบนั้น เขาก็ตีความหมายไปว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วเราก็รู้อยู่แก่ใจว่า เราทำอะไร เราคิดอะไร เราไม่มีใครจะดีสมบูรณ์แบบไปร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน”

“ถ้าคนที่เขาไม่ชอบเรา ต่อให้เราอธิบายยังไง เขาก็ไม่ชอบเรา ก็ไม่ต้องไปอธิบาย ทำชีวิตตัวเองให้ดีก็แล้วกัน แค่นั้นแหละ บางคนเมนต์ด่าเราสารพัด แต่ตัวเองก็ไม่ได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน

สำหรับคนที่ชอบเมนต์ด่าใครแรงๆ เราก็อยากให้มีสตินิดนึง ถ้าคนที่เขาสติแตก เขาอาจจะฆ่าตัวตาย เขาอาจจะรับไม่ได้เหมือนกับที่เราเจอ มันหนัก เขาอาจจะทิ้งทุกอย่างแล้วไปโดดน้ำตายไปเลยก็ได้ แต่เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เรายังมีครอบครัว มีลูกสองคนที่ต้องดูแล แล้วก็ทีมงานอีก”

“มาเจอทีมงานวันแรกทุกคนอยากเข้ามากอด ให้กำลังใจ คนที่อยู่กับเราจะรู้ว่าเราเป็นยังไง เราสู้มาแค่ไหน เราทำงานทุกวัน ไม่ได้ไปไหน คนใกล้ตัวจะรู้ว่า เราก็ไม่ได้ไปทำอะไรที่มันขนาดนั้น”

ปิดตำนาน แสงทองฟินแลนด์ เปลี่ยนป้ายวงใหม่แล้ว? “มันก็ต้องเปลี่ยนเพราะว่าบิ๊กเขาก็ไม่ได้มาขึ้นแล้ว ถ้าเราใช้แสงทองฟินแลนด์ บางคนก็ถามหาเขา ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์มามั้ย จริงๆ เราใช้ชื่อ แพรวพราว แสงทองมาตลอด เพิ่งมาเปลี่ยนได้ 3 ปี

ตอนแรกใช้ แพรวพราว แสงทอง ต่อมาใช้ ท็อปไลน์เด่นชัย แพรวพราว แล้วพอพี่เด่นออก ก็กลับมาใช้ แพรวพราว แสงทอง ต่อพอบิ๊กเข้ามา ก็เลยเปลี่ยนเป็น แสงทองฟินแลนด์ ตอนนี้มันเหลือเราบริหารแค่คนเดียว เอาเป็นชื่อเราดีกว่า”

“ตัดสินใจไม่นาน เรารู้นิสัยใจคอกัน เราไม่อยากให้มันต้องค้างคา แต่ก่อนที่จะเปลี่ยนเราก็ถามเขาแล้วว่าเธอมั่นใจแล้วใช่มั้ย เราก็เลยคิดว่าเขามั่นใจแล้วที่เขาตัดสินใจแบบนั้น เราก็ตัดสินใจเปลี่ยนป้าย เพลงโชว์ก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว”

เสียดายไหม เราเคยสร้างอะไรร่วมกันมา? “การที่เราร่วมสร้างกันมา มันเป็นครอบครัวที่เราร่วมสร้างกันมา แต่คำว่าวงคือแพรวสร้างมาตั้งนานอยู่แล้ว ถามว่าเสียดายไหม มันก็ต้องเสียดายที่เราเคยร่วมชีวิตกัน 4-5 ปี เสียดายสิ่งที่เราร่วมชีวิตกันมา ความดีที่เราเคยมีให้กัน แต่มันก็ไปแก้ไขไม่ได้ เราจะมานั่งเสียดาย เสียใจ มันก็เปล่าประโยชน์

เพราะฉะนั้นเราเดินหน้าดีกว่าว่าเราจะไปต่อยังไง เขาไปต่อแบบนั้น เขาไปได้ดี เราโอเค ส่วนเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป”

ไม่มีโอกาสรีเทิร์นเป็นสามีภรรยากันเหมือนเดิมแล้ว? “เรามองไม่เห็นอนาคต ตัวแปรมันคือลูก เรามีลูกด้วยกันสองคน แต่คำว่าลูกมันยังมีความผูกพัน ให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า ตอนนี้เราคิดอย่างนี้ แล้วเขาก็คิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรมาการันตีได้ เราก็ไม่เคยคิดว่าจะเลิกกัน แต่มันก็เป็นแบบนี้ ตอนนี้ถ้าจะบอกว่าไม่มีโอกาส เราก็มองไม่เห็นอนาคต ตอนนี้มูฟออนเต็มที่แล้ว โสด”

“ตอนนี้ถือว่าโอเคขึ้นเยอะมากแล้ว ได้กำลังใจจากแฟนคลับที่ยังติดตาม ยังรัก ยังศรัทธาในความเป็นแพรวพราวอยู่”

“เราไม่ค่อยได้อ่านคอมเมนต์ ไม่ได้ไปฟังคลิปต่างๆ แต่ก็จะมีเอฟซีส่งมาให้เราดูว่า คนนี้พูดแบบนี้ๆ แต่เราพยายามจะหลีกเลี่ยง ส่วนมากเราจะโทรหาลูก ดูหน้าลูก เพื่อเป็นกำลังใจสู้งานต่อ”

“มันไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปจมอยู่กับความเสียใจ หรือดราม่าอะไร ซึ่งจริงๆ มันหนักมาก แต่มันต้องสู้ เพราะเรามีงานทุกวัน เราเลยต้องจัดการกับตัวเองก่อน ต้องตั้งสติก่อน แล้วจะทำยังไงให้ครอบครัว องค์กร บางคนอาจจะว่าอะไรก็องค์กรๆ องค์กรมันก็คือการทำงาน ถ้าเราไม่ทำงานเราจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัว”

“คำว่า แพรวพราว แสงทอง เราทำงานตั้งแต่อายุ 11 ปี อายุ 14 เริ่มร้องลำ พออายุ 16 เราเริ่มทำวงบริหารวงแล้ว เราทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เราก็มองย้อนอดีตกลับไปที่เราสู้มา เราก็สู้มาเยอะเหมือนกันนะ พอเราเจอปัญหา เอาวะ เราก็ต้องสู้ เพราะเราสู้มาตั้งแต่ 20 กว่าปีแล้ว”

ความสัมพันธ์กับอดีตสามี? “คุยแต่รู้เรื่องลูก เรื่องงาน แพรวก็โฟกัสที่งาน เสียใจ เครียดได้เป็นบางเวลา มันต้องเอาใจมาทำงาน”

“แพรวก็เห็นไลฟ์สดกลุ่มปิดของเขา เห็นขายตั๋วอีพีแรกได้เยอะ จากใจจริงเรายินดี เขาเป็นพ่อของลูก เขาหาเงินเลี้ยงลูก เราก็เลี้ยงลูก ส่วนเขาจะคิดอะไร หรือใครจะคิดยังไง เราไม่ได้สนใจ เราทำงานอยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้วเดินหน้าต่อไป เหมือนการประกาศออดิชั่น มันก็ต้องพัฒนาวง ไม่ได้ไปแข่งกับใคร

บางคนมองว่าคนนั้นประกาศ คนนี้ประกาศ เหมือนทำประชดกันหรือเปล่า ไม่เกี่ยว เราก็ต้องดำเนินงานของเราไปเหมือนกัน เราต้องหาคนมาเติม สร้างองค์กรของเราให้มันยิ่งใหญ่แข็งแรง”

“ไม่ถึงกับทำค่ายเพลง ปวดหัว ไม่เอาๆ เอาเป็นวงเราเหมือนเดิมนี้แหละ ปั้นทีมงานส่งเสริมเขา ไม่มีสัญญาผูกมัดอะไร เอาสัญญาใจล้วนๆ ก็มีสัญญาวงแค่ปีต่อปี”

“เรื่องของสัญญาของโตเกียวมิวสิค น้องๆ ได้มาปรึกษามั้ย น้องซีแกรมเขาผูกพันกับที่นี่ แต่เราก็ให้เกียรตินายห้างคนที่หนูเซ็นสัญญาแต่น้องก็อยากอยู่ทั้งสอง รักทั้งสอง ทั้งพ่อทั้งแม่ เราก็บอกไปว่า เอาที่หนูสบายใจด้วย อยากให้พ่อบิ๊กเป็นคนคุยกับน้องด้วย”

“ถามว่าได้ติดตามไหม แพรวไม่ได้ไปฟังไลฟ์สด พ่อบิ๊กไลฟ์สด เราไม่ได้ฟังเลย ตั้งแต่ไลฟ์แรก ได้ฟังเป็นบางประโยค เราไม่อยากฟัง เราไม่อยากให้มีความรู้สึกแย่

ถ้าเราเข้าไปดูไปเลื่อนเจอดราม่า เราก็ปวดหัว หลีกเลี่ยงด้วยการไม่ดูดีกว่า แต่อะไรที่มันดีก็ยินดีกับเขา อยากให้เขาเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานของเขา เพราะเขาก็คือพ่อของลูก ตั้งแต่เรามาเจอกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็มีแต่ความหวังดีให้กับเขา”

ส่วนที่โพสต์ ไม่เกี่ยวกับบิ๊กค่ะ เกี่ยวกับผู้ชายคนอื่น ซึ่งไม่ใช่บิ๊ก

ขึ้นเวทีร่วมกับ ผญบ. มีคนสงสาร ไม่มีโมเมนต์หยอกล้อกันเหมือนเมื่อก่อน? “จริงๆ แพรวสบายๆ นะ การแสดงหน้าเวทีเราเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว หลังเวทีคุณจะยังไงมันก็เป็นเรื่องของหลังเวที แต่หน้าเวทีคือความสุขของเอฟซี เราโฟกัสความสุขของแฟนคลับดีกว่าว่าเขาอยากเห็นภาพแบบไหน เราก็อยากทำให้เอฟซีมีความสุข แต่พ่อบิ๊กเขาก็อย่างนั้นของเขา มันก็เป็นสิทธิ์ของเขาเหมือนกัน

แต่แพรวไม่มีปัญหา ถ้าเจอกันกอดกันได้มั้ย ก็กอดกันได้ แต่มันก็ต้องมีแปล๊บๆ ในใจบ้าง คนเคยอยู่ด้วยกัน แต่เราเป็นคนสตรองอยู่แล้วไง ฉันรับได้ทุกสถานการณ์ มันไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปมากกว่านี้แล้ว”

“สิ่งที่เขาพูดมันก็ทำร้ายหนักมาแล้วนะ แต่ว่าแค่นี้มันจิ๊บๆ หน้าเวทีวันนั้นมันจิ๊บๆ เอง เราเดินมา เขาเดินไป เพราะว่าเราเจอหนักกว่านั้นมาแล้ว”

สรุปแล้วน้องเพลง พิมพ์ลดา ยังอยู่ที่โตเกียวมิวสิค หรือจะมาอยู่แพรวพราว แสงทอง?“เดี๋ยวรอให้พ่อบิ๊กพูดดีกว่า เขาเป็นนายห้าง ให้สิทธิ์เขาตรงนี้ โตเกียวมิวสิค แพรวมอบให้เป็นการดูแลของเขา แพรวเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เขา โตเกียวมิวสิค ส่วนน้องเพลงเขามาสมัครกับวง แต่คนมันเต็ม

แพรวอยากให้บิ๊กเจริญเติบโต ตั้งชื่อเป็นโตเกียว ลูกเรา นาริตะไลฟ์ก็มีแล้ว แต่ว่าฉันไม่เป็นนายห้างนะ ฉันจะให้เธอเป็นนะ อยากให้เขาเรียนรู้เติบโตต่อไป ทุกวันนั้นเขาทำได้ดี เราก็ยินดีด้วย ยินดีกับเขาในทุกเรื่อง อยู่แล้ว”

“เรื่องน้องเพลงเดี๋ยวรอก่อน เราก็บอกน้องไป หนูไม่ต้องโพสต์อะไรนะ ไม่ต้องพูดอะไร ใครถามก็บอกว่ารอพ่อกับแม่แถลงข่าวทีเดียว เจอหนัก เราก็บอกน้องว่า เจอแค่นี้หนูไม่ได้ครึ่งแม่หรอกลูก แม่เจอหนักกว่าหนู เพราะฉะนั้นหนูต้องอดทน ถ้าไม่ไหวมาคุยระบายกับแม่ได้เลย ให้หนูนิ่ง ตั้งใจทำงาน”

“น้องอายุยังไม่ถึง 18 ปี ก็ต้องรอพ่อแม่น้องมาคุยด้วยให้รับทราบ เพราะว่าตอนที่เข้ามา พ่อแม่น้องเอามาฝากกับแพรว เดี๋ยวรอให้พ่อบิ๊ก แพรว และพ่อแม่ของน้อง และน้องเพลงยังไงมีไลฟ์แน่นอน น่าจะเร็วๆ นี้ มันยังหาเวลาที่ตรงกันไม่ได้ รอพ่อกับแม่น้องว่างด้วย มาเจอกัน ก็สงสารที่น้องวิ่งงานสองที่ไกลกัน แต่เราก็ให้กำลังใจ บางทีเจ้าภาพเขาจองไว้แล้ว งานนี้ต้องมีน้องเพลง ก็ต้องวิ่งอย่างนี้ ก็ต้องสู้กันไป”

“ตอนที่ปล่อยเพลงของน้องต้าร์ สาธุ เพลงผู้บ่าวเมียเขา จริงๆเพลงนี้ทำตั้งนานแล้ว มันเพิ่งออกมาตอนเกิดกระแส มันก็เลยเป๊ะพอดี ทำเอ็มวีออกมา บางอย่างเราพูดไม่ได้ มันกระทบถึงลูก โตขึ้นมาไม่อยากให้เขาฟังเรื่องราวพ่อแม่สาดกันไปกันมา เราพูดแค่นั้นจบ ไลฟ์ครั้งเดียวจบก็คือจบ

เราไม่พูดต่อ ถ้าเกิดเราพูดไป สาดกันไปกันมา ไม่จบไม่สิ้น เราไม่อยากให้ลูกต้องมารู้สึกแย่เวลาเขาโตมาแล้วมาเจออะไรแบบนี้ แต่ในส่วนที่เขาพูดไปมันก็เอาคืนไม่ได้ ก็ผ่านไป เราก็สู้ต่อไป”

“กำลังใจล้น ดีใจที่มีเอฟซีแม่ๆ บางคนเขามาหาหลังเวที มากอดเราแล้วร้องไห้ เราก็ร้อง แต่มันร้องมาเยอะแล้ว เอฟซีมากอด ก็บอกเขา อย่าร้องไห้ แพรวเลิกร้องแล้ว คืนก่อนร้องเพลง เป็นแม่ฮ่างบ่ได้ตั้งใจ เอฟซีก็ร้องไห้กับเราอีก คนที่มาดูเราอยากให้เขามีความสุข เราก็พยายามเก็บความรู้สึก

เราอยากยิ้มให้ทุกคน ไม่อยากขึ้นเวทีแล้วไปร้องไห้ให้คนดู บางคนก็จะบอกว่ามึงจะร้องอะไรนักหนา เราร้องไห้มาเยอะแล้ว แต่บางทีมันมีเหตุการณ์แปล๊บๆ ในใจนิดนึง แต่เราไม่อยากอ่อนแอ ไม่อยากมาเศร้าให้เอฟซีที่เขาอยากมาดูความสุขหน้าเวที ไม่อยากให้เขาเศร้าไปกับเรา”

ในใจสลายแต่ต้องยิ้มสู้หน้าเวที? “มันยากนะ วันแรกๆ ที่เราออกงาน แล้วเราต้องไปเจอคนเยอะๆ ตอนนั้นจริงๆ เรายังไม่พร้อมที่จะเจอใคร แต่มันต้องเจอ มันก้าวผ่านความกลัวไป มันไม่น่าจะมีอะไรที่น่ากลัวไปกว่านี้แล้วแหละ ตั้งแต่แม่เสียแล้ว เราก็ผ่านจุดนั้นมา แล้วสิ่งที่หนักเรื่องดราม่าก็คือเรื่องนี้แหละ ถ้ามันผ่านช่วงนี้ไปอีกสักระยะหนึ่ง เราก็จะมองกลับไปดูว่า เรื่องมันแค่นี้เองเหรอ มันก็จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น”

“ชีวิตเจออะไรคุ้มมาก ตายไปก็ไม่เสียใจแล้วตอนนี้(หัวเราะ)”

แต่บางคนที่เขาเพิ่งมารู้จักเรา หรือว่ามาเจอดราม่า เขาไม่ได้ไปดูไทม์ไลน์ชีวิตเราว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง แต่เขาตัดสินเราแล้วว่าเรามันชั่ว(หัวเราะ) เขาไม่ได้รู้ว่าชีวิตหลังม่านเรามันเจออะไรมาบ้าง ชีวิตคู่เราอยู่กันยังไง ไม่มีใครรู้ แต่คนที่ฟังข่าวก็ตัดสินไปแล้วว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย”

“บทเรียนเรื่องนี้ ทำให้เรามีสติและคิดเยอะมากขึ้น สแกนคน คำพูด ทุกอย่างเลย รู้สึกกลัวว่าเราจะคุยกับใคร จนพูดกับคนน้อยลง เราทำอะไรมันก็ดราม่า นิดๆ หน่อยๆ ก็ดราม่า เฮ้อ ถอนหายใจแล้วแบบเราต้องพูดให้น้อยลง”

คู่กรณีที่ว่าเรา เอากระเช้ามาขอโทษแล้ว? “ก็ฟ้องเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่เขาพูดมันทำให้เราเสียหาย สิ่งที่เขาพูดมันไม่จริง เขาอาจจะลบไลฟ์ไป แต่คนก็ยังดูดคลิปเขาไว้ไปลงในช่องทางต่างๆ คนที่ทำให้เราเสียหาย เอาข้อมูลเราไปลงให้สังคมโจมตีเรา จุดนี้เราก็ไม่ยอมเหมือนกัน

เพราะว่าเราไม่ได้เลวขนาดนั้น ศักดิ์ศรีของเรา องค์กรเราด้วย มันไม่ได้เสียแค่เรา มันเสียหายเป็นวงกว้าง ก็ให้เป็นเคสตัวอย่าง ตั้งแต่คนที่มาป่วน คนที่ตั้งกระทู้ในติ๊กต็อก เราไล่เก็บหมดเลย ต่อหน้าเขาก็สำนึกแหละ แต่ว่าจริงๆ เราไม่รู้ไง ยืนยันว่าเดินหน้าฟ้องค่ะ”

prawprow-changsign-BIG-10

prawprow-changsign-BIG-12

prawprow-changsign-BIG-13

prawprow-changsign-BIG-9

prawprow-changsign-BIG-5