เมื่อวันที่ 29 ม.ค.69 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Nittha Oer-areemitr หรือ “พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร” แพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ได้โพสต์เล่าประสบการณ์ส่วนตัวในการดูแลและส่ง “ออย ไอรีล ไตรสารศรี มาณ” ผู้ก่อตั้งโครงการ Art for Cancer นักสู้มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย ที่ต่อสู้กับโรคมานานกว่า 15 ปี ก่อนจากไปอย่างสงบ

พญ.นิษฐา ระบุว่า ประสบการณ์ที่ฉันได้มีโอกาสดูแลคุณออย เรารู้จักกันในฐานะเพื่อนที่ออก event ต่างๆร่วมกัน ย้อนไป 4-5 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ก่อนมาทำคูน เล่นเฟสบุ้ควันนึง ไถไปเจอเพจ art for cancer กดเข้าไปดู อ่านเรื่องราวต่างๆ ก็ตกใจนะ โห คนนี้เป็นมะเร็งเต้านม มา 10 ปี แถมตอนนี้เป็นระยะแพร่กระจาย ทำไมเค้าดูมี energy ดีขนาดนี้เนี่ย คิดชื่นชมเขาอยู่ในใจมาตลอด
เมื่อเวลาผ่านไป พออยู่ในเส้นทาง palliative care เลยได้มีโอกาสเจอตัวเป็นๆ กับคุณออย ไอรีล เขามักจะแต่งตัวเก๋ๆ ใส่ brazer คลุม เสื้อผ้า match สีอย่างดี ใส่หมวกใบหนึ่งเป๋ๆ รวมๆมี character น่ามองทีเดียว ประกอบกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ทำให้ดูมีพลังต่อผู้พบเห็นเสมอๆ ฉันก็คือหนึ่งในนั้น ที่สัมผัสได้ เราได้คุยกัน แนะนำตัวว่าฉันเป็นหมอ palliative care จากรพ.คูน ฉันรู้สึกว่า ในวันนั้นเขาอาจจะกลัวฉันรึป่าวก็ไม่รู้ เพราะคำนี้สำหรับคนไข้มะเร็งบางคน เหมือนเป็นความหดหู่ของเขา
เราไม่ได้เจอกันตัวเป็นๆบ่อยนักหรอก จะมีเจอก็เป็นในรูปแบบทำงานร่วมกันบ้าง ขึ้นเวทีร่วมกันบ้าง ออกบูธร่วมกันบ้าง แต่ฉันก็รู้สึกว่าออยกลัวที่จะต้องเจอฉันอยู่ดี จนในปีที่แล้ว ฉันได้เห็นความเปลี่ยนไปหลายอย่าง โรคของออยเริ่มดุขึ้น เริ่มต้องเปลี่ยนยา และมีอาการผลข้างเคียงของยาให้เห็นจากใน social media ฉันดูห่างๆ เป็นห่วงอยู่ในใจ
เพราะฉันรู้ว่าเลือดนักสู้ในตัวออยมันเข้มข้นเหลือเกิน แถมเค้ายังเป็นต้นแบบของผู้ป่วยมะเร็งที่เข้มแข็งทั้งกายและใจ ฉันห่วงเขา ว่าเมื่อโรคไปต่อไม่ได้ เขาจะรับได้มากแค่ไหน ห่วงว่า ความเป็นนักสู้ของเขา จะพาเขาเข้าสู่การรักษาที่เจ็บปวด แม้เราจะเป็นเพื่อนกัน แต่ก็ไม่อยู่ในจุดที่ฉันจะไปแนะนำอะไรได้
โชคดี ในงานชีวามิตรปลายเดือนตุลาคม ฉันได้มีโอกาสขึ้นเวทีเดียวกับออยอีกครั้ง เป็น talk ที่พูดคุยถึงการวางแผน และเตรียมตัวจากลา ออยพูดชัดเจนว่าได้เตรียมตัวไว้แล้ว และเลือกทางธรรมชาติ ฉันดีใจ แต่ฉันรู้ดีว่า บางคนเตรียมที่เอกสาร แต่ใจอาจจะยังไม่พร้อมก็ได้ ระหว่างที่คุยกันวันนั้น ออยจะไอตลอด จิบน้ำเรื่อยๆ
ฉันรู้ดีว่าอาการนี้ไม่ปกติ ในวันนั้นเราได้ทักทาย คุยกันเล็กน้อย ได้ให้กำลังใจออยเพื่อรับยาเคโมเข็มถัดไป หลังจากนั้นได้ 1 สัปดาห์ ออยก็ทักมาทาง fb messenger ปรึกษาเรื่องอาการไอฉันจึงได้มีโอกาสได้คุยกับออยเรื่องโรคของเขา ในฐานะหมอปอด ในตอนนั้นออยยังลุ้นอยู่ว่ายาที่ได้ จะช่วยเขาได้หรือไม่ หน้าที่ของฉันคือคุมอาการให้ได้ ในช่วงนั้นตรงกับเดือนพฤศจิกายน อาการไอดีขึ้น ออยทานได้ รับยาได้ตามนัดก็จริง แต่โรคไม่ได้ตอบสนองต่อยาอย่างที่พวกเราทุกคนหวังไว้ ออยเริ่มมีอาการเหนื่อย หายใจไม่สะดวกมากขึ้น จนเขาเริ่มรู้สึกว่ารบกวนการใช้ชีวิต ฉันจึงนัดออยมาตรวจ OPD ที่คูน ออยเดินทางมากับแม่ หลังจากที่ตรวจออยเสร็จ ออยบอกกับฉันว่า เขารับรู้ได้ว่าโรคลุกลาม และเขาอาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว สีหน้า แววตาเขาดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ฉันจึงชวนเขาคุย…
“ออยรู้สึกอย่างไรบ้าง” ฉันถาม
“ออยรู้สึกว่า โรคมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”
“แล้วออยรู้สึกอย่างไรบ้าง” ฉันตามคำถามเดิม เพื่อหวังว่าจะได้คำตอบใหม่
ออยเริ่มเข้าใจ และตอบว่า “ก็ตกใจเหมือนกันนะ” พร้อมรอยยิ้มแบบเจื่อนๆ
“ขนาดเตรียมตัวมานาน ยังรู้สึกเลย”
ฉันพยักหน้า รับรู้ พร้อมบอกว่า “เป็นปกตินะ ดีแล้ว ที่รับรู้ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา”
นักสู้คนนี้ ไม่ได้กำลัง ‘ยอมแพ้‘ แต่เขากำลัง ’ยอมรับ’
ออยหันไปหาแม่ แล้วพูดว่า “หมอแนตช่วยคุยให้แม่ออยหน่อยได้มั้ยคะ แม่เขารับไม่ค่อยได้”
ฉันเข้าใจที่ออยหมายถึง ออยกำลังบอกให้ฉันช่วยเตรียมแม่ให้เผื่อวันนั้นมาถึง ฉันชื่นชมออยมากนะ เขาเป็นห่วงแม่ เขารู้ว่าแม่รักเขามาก
“แม่เป็นอย่างไรบ้างคะ” ฉันถาม
“แม่สบายดี แม่เข้าใจนะ เค้าเป็นมะเร็งมา 15 ปี ผ่านอะไรมามากมาย ตอนนี้ก็ยังพอมียารักษาอยู่ ก็รักษากันไป เขาก็ยังแข็งแรงดี กำลังใจดี ยังกินอะไรๆได้ อยู่บ้านก็อะไรได้เหมือนเดิม” ขณะที่แม่พูด สายตาแม่มองไปที่ออยตลอด
“ออยเหนื่อยมากนะแม่ แม่รู้มั้ย เวลาจะทำอะไร ออยต้องวางแผนดีๆ จะได้เดินไปทีเดียว เพราะเดินแต่ละทีมันเหนื่อยมาก” ออยพูดให้เห็นถึงภาพความทรมาน ที่ต้องขยับตัว ฉันเข้าใจอยู่แล้วว่าออยเหนื่อยมาก แต่ออยกำลังอธิบายให้แม่เห็นภาพเดียวกัน คือ แม้ออยจะทำอะไรได้อยู่ แต่มันยากลำบากขึ้นมาก
ฉันดีใจนะ ที่ออยตระหนักรู้ และยอมรับสิ่งนี้
แม่เริ่มเงียบ ออยตัดสินใจออกไปนอกห้อง ให้ฉันคุยกับแม่ 2 คน โดยให้เหตุผลว่า ขอขึ้นไปดูสถานที่หน่อย
“แม่เข้าใจ แต่เขายังดูปกติอยู่เลย” แม่ตอบแบบไม่มองหน้าฉัน
ใช่ค่ะ ในวันนั้น ออยดูปกติ ไม่มีอะไรนอกจากไอบ่อยๆ และพูดประโยคยาวๆไม่ได้ ภายนอก แววตา รอยยิ้ม ยังดูปกติอย่างที่แม่ว่าจริงๆ
“แล้วแม่เห็นอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง” ฉันชวนแม่มอง
“เขาไอเยอะขึ้น แม่ก็คิดว่า เขาไอปกติ”
“แม่อยากให้แนตเล่าให้ฟังมั้ยคะ” ฉันไม่ชอบยัดเยียดความจริงให้ใครที่ไม่พร้อมรับ
แม่สบตาฉันตรงๆครั้งแรก
“เขาเป็นเยอะมากหรอหมอ”
ฉันพยักหน้า
“หมอเห็นเหมือนแม่เลย ว่าข้างนอก ออยยังดูดีมากๆเลย แต่ตอนนี้ปอดออยกำลังแย่ลงมากๆ”
แม่บอกต่อว่า “ตอนนี้รอยาตัวใหม่จากหมอมะเร็งอยู่ เมืองไทยยังไม่เข้า ต้องเอามาจากเมืองนอก”
ฉันรับรู้ถึงความหวังที่แม่มี และไม่ได้ต้องการจะไปทำลายมัน
“แต่ถ้าสมมติว่า ยาเกิดไม่เวริคขึ้นมา แม่วางแผนยังไงบ้างคะ”
“แม่ก็เตรียมใจนะ ถ้าไม่ได้ก็ต้องยอมรับ”
ทั้งหมด ฉันดีใจ ที่แม่ตอบด้วยตัวเองทั้งหมด
วันนั้นเราคุยกันไม่มาก เพราะไม่อยากกดดันแม่
หลังจากนั้นไม่นาน ออยกลับไปรับยากับคุณหมอมะเร็งต่อ
อาการของออยเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ยาที่ได้ดูเหมือนไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้นแต่อย่างใด
สองสัปดาห์ต่อมา ออยมารพ.อีกครั้งพร้อมพี่สาวและพ่อ
ออยเล่าให้ฟังว่า พ่อสวดมนต์กับออยเสมอๆ มีช่วงก่อนหน้านี้ ออยเริ่มอัดเสียงออยสวดมนต์ เผื่อพ่อจะเอาไว้ฟังตอนออยไม่อยู่
ฉันรู้สึกบีบหัวใจมากๆ ออยไม่ได้เพียงแค่เตรียมตัวให้กับพ่อ แต่ทำมันเป็นรูปธรรมด้วย
ฉันพูดคุยเพื่อคอนเฟิมว่าพ่อและพี่สาวเข้าใจทุกอย่างตรงกัน
ระหว่างนี้ออยได้ไปพบพระอาจารย์ปราโมทย์ที่ออยนับถือ พระอาจารย์ให้คำสอนออยมาเพิ่มเติม เพื่อให้ออยปฏิบัติต่อ และได้บอกว่า ที่ทำที่ผ่านมา มันไม่หายไปไหน
ออยเล่าให้ฟังว่า ออยดีใจมาก และสบายใจขึ้นเยอะ
สัปดาห์ถัดมา ออยมีอาการเหนื่อยมากขึ้น จึงขอมานอนรพ. เพราะการดูแลที่บ้านเริ่มจะยากขึ้น
หลังจากคุมอาการพอได้ ฉันนั่งคุยกับออยกัน 2 คน
“เป็นยังไงบ้าง” ฉันถาม
ออยตอบว่า “ขนาดว่าเตรียมตัวมาแล้ว ยังรู้สึกว่ายากเลย”
“อะไรที่มันรู้สึกว่ายากหรอ” ฉันถาม
“มันรู้สึกว่า ไม่สงบ” ออยตอบด้วยน้ำเสียงเสียใจ ปนผิดหวัง
ฉันพยักหน้า รับรู้ และเข้าใจ ตามประสาคนที่ภาวนามา น่าจะหวังว่าจะทำใจได้ในช่วงนี้ แต่มันไม่ง่ายหรอก เมื่อร่างกายมันไม่สุขสบาย มันย่อมรบกวนจิตใจ หรืออาจจะเพราะความกังวล ความกลัว ก็เป็นได้
“ออยคิดว่า มันไม่สงบเพราะอะไร” ฉันชวนออยทบทวน
“มันไม่สบายตัว แล้วมันก็กังวลด้วย” ออยตอบ สาบตาออยกังวลอย่างชัดเจน
“อ่ะ เรื่องไม่สบายตัว เดี๋ยวแนตจะช่วยดูนะ ออยเล่าเรื่องที่กังวลได้มั้ย”
“ออยเป็นห่วงแม่ กลัวแม่รับไม่ได้ พ่อด้วย พ่อเค้าศึกษาธรรมะ ออยคิดว่าเค้าน่าจะพอทำใจได้ แต่ก็ยังห่วงว่า ออยเสียใจที่เป็นลูกที่ไม่ได้มีโอกาสดูแลเขา เป็นคนที่ต้องไปก่อนเขา”
“ออยได้คุยเรื่องนี้กับพี่แคทมั้ย” ฉันถามต่อ
ออยพยักหน้า พร้อมบอกว่า “พี่แคทจะดูแลพ่อแม่ให้อยู่แล้ว แค่ออยอยากทำหน้าที่นี้เอง”
“ออยคิดว่า การที่ออยป่วย มันมีอะไรดีต่อพ่อกับแม่มั้ย” ฉันถาม
….ออยนั่งคิดพักหนึ่ง “พ่อ กับแม่ดูสนใจธรรมะมากขึ้น ได้ทำบุญกันบ่อยขึ้น ถ้าออยไม่ป่วย ก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้”
ฉันดีใจที่ออยมองเห็นสิ่งนี้ จึงสะท้อนว่า “แนตว่าออยทำหน้าที่นี้ได้ดีอยู่แล้วในบริบทของออยนะ” ออยดูเข้าใจสีหน้าออยดูสบายใจขึ้น
“หมอแนตว่า ออยมีเวลาเหลือเท่าไหร่” ออยถามพร้อมสบตาฉัน
“แล้วมีเรื่องอะไรที่ออยยังห่วงอีก” ฉันถามต่อ
“ออยจะออกหนังสือ เขียนเสร็จแล้ว ตอนแรกจะวางขายเดือนกุมภา”
“เพราะอะไรถึงเป็นกุมภา นะคะ”
“เป็นเดือนมะเร็งโลก”
ฉันคิดในใจ ว่าไม่ทันแน่ ฉันจะคุยอย่างไรดี
“ออยเขียนเล่มนี้เกี่ยวกับอะไรนะ”
“เขียนเกี่ยวกับมุมมองชีวิตของออยที่ต้องเจอกับมะเร็ง ออยอยากให้มันมีประโยชน์กับคนอื่นๆ ไม่ว่าเป็นมะเร็ง หรือต้องอยู่กับคนที่เป็นมะเร็ง”
เป็นอีกครั้ง ที่เขาคิดถึงคนอื่น และแสดงให้เห็นว่า คุณค่าของเขา คือ “การเป็นประโยชน์กับผู้อื่น”
“งั้นแนตว่า เราไม่ต้องรอกพ. แนตไม่แน่ใจว่าออยตอนนั้นจะไหวมั้ย แต่แนตว่า ยิ่งออกเล่มนี้เร็วเท่าไหร่ ก็จะมีคนได้ประโยชน์มากขึ้น เร็วขึ้นเท่านั้น”
ออยดูเข้าใจ “งั้นออยเหลือเวลาไม่มากแล้วใช่มั้ยคะ”
ฉันสบตา ออยดูไม่หวั่นไหว ออยไม่ได้มีน้ำตา เขามองนิ่งๆในตาฉัน ฉันพยักหน้า และถามต่อช้าๆ “ออยรู้สึกยังไงบ้าง”
“ออยโอเคนะ มันโล่งใจกว่าไม่รู้ ตามประสาคนชอบวางแผน ถ้ามี time line มาให้ เราจะสบายใจขึ้น”
“ออยกลัวมั้ย” ฉันถามต่อ
ออยพยักหน้า ยอมรับ “ออยไม่มั่นใจว่า ออยพร้อมมั้ย เมื่อตอนนั้นมาถึง” เสียงออยสั่น และนาทีนี้เขามีน้ำตาหยดออกมา
ฉันเข้าไปกอดเขา แล้วพูดว่า “ดีมาก เก่งมากๆที่รู้และยอมรับความรู้สึกตัวเอง แน่นอนสิ เรายังไม่เคยตาย ใครจะไปมั่นใจ แต่ออยอยากฟังมั้ย ว่าแนตเห็นอะไร”
เขาพยักหน้า ฉันปล่อยมือจากการกอดออย สบตาออยพร้อมบอกว่า
“แนตเห็นคนหนึ่ง ที่ทำดี คิดดี ตั้งใจทำเพื่อคนอื่น ยอมรับสิ่งยากๆที่เกิดขึ้นกับชีวิต แล้วเลือกจะอยู่กับมันแบบมีคุณค่ากับทั้งตัวเองและคนอื่น รวมถึงเค้าไม่เคยประมาท เค้ายังปฏิบัติภาวนา เพราะรู้ว่าวันหนึ่งมันจะมาถึง แนตเห็นคนนี้ และแนตเชื่อมากๆว่าคนคนนี้ จะสามารถเดินผ่านช่วงเวลานั้นไปได้อย่างดี ปลอดภัย สิ่งที่เค้าทำมาทั้งหมด มันไม่มีทางสูญเปล่า”
ออยยิ้ม ดูโล่งใจขึ้นบ้าง
พักนึงเขาก็พูดต่อ
“ออยก็ห่วง art for cancer ถ้าไม่มีออย จะเป็นยังไงไม่รู้ อาจจะเลิกทำไป น้องในทีมคงต้องหางานใหม่”
“แล้วมีใครพอที่จะดูแลแทนมั้ย” ฉันถามต่อ เผื่อช่วยอะไรได้
“ก็คิดๆกันอยู่ค่ะหมอแนต”
“นี่นั่งคุยมาตั้งนาน ออยห่วงแต่คนอื่น ไม่พูดถึงตัวเองเลย”
ออยนิ่งไปกับประโยคนี้ แล้วน้ำตาเธอก็ไหลออกมา “ออยก็ไม่รู้ตัว ขอบคุณหมอแนตที่สะท้อน”
“แนตว่า สิ่งนี้อาจจะมันเป็นคุณค่าของออย และออยเห็นมั้ย ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน ออยก็ห่วงคนอื่น จนวันนี้ ออยก็ยังห่วงคนอื่น มันสวยงามมากๆเลย”
“แต่นาทีนี้ แนตอยากให้ออยค่อยๆฝึกไว้ใจนะ อยากให้ออย “ไว้ใจ” ว่าแม่จะดูแลตัวเองได้ และแน่นอน แนตคอยตามดูแม่ให้แน่ๆ ฝึกไว้ใจว่าพ่อ พี่แคท ร่วมถึงทีม art for cancer จะผ่านเรื่องต่างๆไปได้” ฉันคิดคำพูดอื่นไม่ออกนอกจากให้เขาฝึกไว้ใจ…
ออยขอบคุณฉัน พร้อมบอกว่าที่มาคูนก็เพราะมั่นใจว่าฉันจะดูแลครอบครัวเขาต่อได้
ฉันคิดในใจว่าออยเป็นคนเก่งมากๆคนหนึ่ง เป็นคนจัดการหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ควบคุมปัจจัยต่างๆมากมายไปหมด ในช่วงเวลานี้ ที่กำลังจะควบคุมอะไรไม่ได้อีกต่อไป สำหรับเขามันคงยากมากๆ และเป็นไปได้ ที่จะรู้สึกว่าทุกข์กับสิ่งนี้
จริงๆอีกอย่างที่ฉันห่วงมาตลอด คือ ความเป็นตัวตนของออย คนไข้มะเร็งนักสู้ พลังบวก จะมาถึงจุดที่ต้องยอมรับแล้วว่าโรคมาสุดทาง ออยจะจัดการเรื่องนี้ยังไง
แต่เท่าที่คุย ฉันคิดว่า เขาเข้าใจหลายๆอย่างมากๆ ดูจากที่โพสต์ในเฟสบุ้คเกี่ยวกับอาการต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าดูแล palliative care และเกี่ยวกับความรู้สึกต่างๆของเขา
ฉันทึ่งนะ ที่เขายอมรับมันได้ดีกว่าที่ฉันคิด
หลายๆครั้ง คนไข้มะเร็งจะตีความคำว่า palliative care หรือ “ประคับประคอง” ว่า หมอรักษาไม่ได้แล้ว สิ้นหวัง หมดหวัง เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลายครั้งหมอจะเลือกพูดว่า “ให้ยาเคมีไม่ไหวแล้ว หมอจะรักษาแบบประคับประคองแทน” ซึ่งไม่ผิดที่พูดแบบนี้ แต่ในมุมมองของคนไข้ ย่อมรู้สึกผิดหวัง สิ้นหวังแน่นอน เพราะมันไม่สามารถรักษาตัวโรคได้อีกแล้ว แต่สำหรับฉันที่ทำงานด้านนี้มา ฉันคิดว่า มันจะดีกว่ามากๆเลยถ้าหมอประคับประคองทำงานคู่กับหมอมะเร็งตั้งแต่แรกๆ มันจะไม่รู้สึกว่าต้องมาเจอกับหมอประคับประคองตอนสิ้นหวัง
อย่างออย ฉันรู้จักกับเขามาก่อนในบทบาทเพื่อนที่ทำงานกับคนไข้มะเร็งด้วยกัน เขาฟังฉันพูดมาหลายงาน เลยเข้าใจเรื่องนี้ เราเลยรักษากันตั้งแต่เขายังมียาให้อยู่ ทั้งเคมีบำบัดและมุ่งเป้า แต่ฉันทำหน้าที่โดยเป็นคนดูแลอาการไม่สุขสบายให้กับเขา ไม่ว่าทางกายหรือทางใจ
ในสายตาทุกคน จะเห็นออยเป็นนักสู้ พลังบวก ฉันก็เห็นเช่นนั้นมาโดยตลอด จนวันที่ฉันได้ดูแลเขา ฉันจึงเข้าใจเขามากขึ้นมากๆ ว่านี่สินะ นักสู้ตัวอย่าง นักสู้ที่รู้ตัวว่าต้องสู้กับอะไร
ไม่ใช่นักสู้ที่สู้จนกองทัพต้องเละคาสนามรบ
และในวันนี้ โรคของออย ออยรู้ว่าอาจจะไม่ต้องต่อสู้กับมัน แต่สิ่งที่ออยต้องต่อสู้คือ ความสบายตัว และสบายใจ
ออยทำการบ้านมาดี ออยซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเสมอทุกครั้งที่คุยกัน เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ที่มีการตระหนักรู้ความรู้สึกตัวเอง และสื่อสารตรงๆ
จริงๆช่วงนี้ ออยยังมีรับยากับอาจารย์มะเร็งอยู่ ซึ่งออยดีใจที่อาจารย์ยังให้ยาต่อ แต่จริงๆเวลาต่อมาผลก็ค่อนข้างชัด ว่าโรคไม่ตอบสนอง ถึงวันนัดอีกครั้ง ออยได้ฝากข้อความไปกับพี่สาวของเขา ว่า “เขาขอบคุณอาจารย์ที่ดูแลเขามาตลอด และบอกว่าเขาเคารพ และรักอาจารย์มากๆ” เหมือนเขาเองก็รู้ว่าคำตอบของอาจารย์จะเป็นอะไร
และแน่นอน ในวันนั้นอาจารย์ยุติการให้ยาต่อ
ด้านแม่ของออย แม่เองก็เข้าใจหลายๆอย่างได้อย่างดี ฉันแจงให้แม่ทราบทุกขั้นตอนที่เราจะต้องเผชิญจากนี้
ระหว่างนี้ ออยทยอยบอกลาเพื่อนๆของเขาทีละคนๆ
พี่เม้ง แห่งชูใจ กัลยาณมิตรของออย มาเยี่ยมออยบ่อยๆ และได้นิมนต์พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลมา ออยปิติมากๆ ในวันนั้น ฉันได้มีโอกาสรับฟังด้วย
ฉันคิดว่า สิ่งที่พระอาจารย์ได้สอนออยวันนั้น มันมีค่ามากๆ และอยากส่งต่อ
ออยเล่าให้พระอาจารย์ฟังว่า “พอเป็นที่ปอด มันก็ทำให้ดูลมหายใจยาก ภาวนายาก”
พระอาจารย์บอกว่า “พอเป็นที่ลมหายใจ ก็ทำให้ panic ได้ง่าย”
ออยถามต่อว่า “แล้วควรทำยังไง”
พระอาจารย์ สอนต่อว่า “ยอมรับมัน…อาการเหล่านี้ เป็นอาการทางกายล้วนๆ ที่เมื่อหายใจลำบาก ร่างกายจะมีปฏิกิริยาดิ้นรนเอาตัวรอด เป็นสัญชาตญาณร่างกาย เกิดภาวะ fight or flight ทำให้ตกใจ ให้ยอมรับมัน คิดซะ ว่า ตายก็ตาย….คิดซะว่าเราพร้อมตายได้ทุกเมื่อ อาการ panic ก็จะหายไป เราจะไม่ดิ้นรนเพื่อต้องสู้กับความตาย สมองส่วน sympathetic ก็จะสงบ และ parasympathetic ก็จะมาทำงาน เราก็จะผ่านมันไปได้”
ออยบอกว่า “ออยพยายามทิ้งร่างกายนี้ ขออนุญาตพ่อแม่ ให้อนุญาตออยทิ้งร่างกายนี้ ถวายเป็นพุทธบูชา ให้พ่อและแม่ได้อนุโมทนาบุญ ที่ให้กำเนิดออย และออยพร้อมถวายสิ่งที่พ่อแม่ให้นี้เป็นพุทธบูชา”
พระอาจารย์ฟัง แล้วตอบต่อว่า “สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทิ้งนะ….ไม่ใช่แค่ร่างกาย….แต่เป็น *ความคาดหวัง* ให้ทิ้งความคาดหวัง….เพราะว่าเราคาดหวังกับการปฏิบัติ เพราะพอเราปฏิบัติแล้ว เราอยากสงบ แต่พอเราทำไม่ได้ ก็ผิดหวัง บางครั้งโกรธ ที่ทำไมเราปฏิบัติแล้ว ยังทำไม่ได้…อนุญาตให้ความไม่สงบเกิดขึ้นได้ อนุญาตให้ความผิดหวังเกิดขึ้นได้
เพราะถ้าเราทิ้งความคาดหวังจากการปฏิบัติไม่ได้ เราจะติดกับดักของนักปฏิบัติ…เราพเราคิดว่า การปฏิบัติจะทำให้เราสงบ แจ่มใส ไม่ทุกข์ แต่ถึงเวลา ทุกอย่างที่ไม่อยากให้เกิด มันมาหมดเลย…แต่ถ้าเราไม่ผลักไสมัน เราจะยอมรับมันได้
ดังนั้น นอกจากละทิ้งร่างกาย ก็อยากให้ละทิ้งความคาดหวัง….ลืม ความเป็นนักปฏิบัติ เพราะเราจะต้องเผชิญความตาย อย่างสงบ…พอมันไม่สงบ ก็ผิดหวัง เสียใจกับตัวเอง…
หรือบางคนก็บอกว่า พอฉันเป็นนักปฏิบัติ ฉันต้องทำได้ ไม่เอายาแก้ปวด…แต่สุดท้ายก็ทรมาน
เลยอยากให้วางความคาดหวังไว้…ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับใจเรา มันโอเคหมด เฉยๆกับมัน
พอมันเกิดอะไรขึ้นมา เราเฉยๆกับมัน มันก็จะทำอะไรใจเราไม่ได้ ให้ออยลองทำดูนะ”
หลังจากนั้น ออยก็ขอพระอาจารย์อัดเสียง เพื่อส่งนำทางออยในเวลานั้น
พระอาจารย์บอกว่า จะโทรมานำทางเอง หรือถ้าอยู่กรุงเทพ ก็จะมาด้วยตัวเอง
ฉันจึงทำหน้าที่รับปากที่จะทำหน้าที่นั้น….
หลังจากนั้น ออยใช้เวลาที่เหลืออยู่กับครอบครัว ลาคนสำคัญต่างๆ ออยใช้พลังที่มีในการเซนต์หนังสือ “วิชามะเร็ง” ออยยังลายมือสวยกว่าฉันเลย ฉันคารวะเขาจริงๆ
สัปดาห์สุดท้ายของออย ออยอยากกลับบ้าน เพื่อไปลาหมาที่เขารัก…แต่ร่างกายไม่อนุญาตออยแล้ว พี่สาวของออยจึงทำหน้าที่พาหมามาหาออยแทน
เย็นวันเสาร์วันนั้น เวลา 17.45 ที่ฉันอยู่บ้าน น้องพยาบาลแจ้งว่าความดันออยตกลง ฉันดูแล้ว คิดว่าออยเหลือเวลาไม่มากนัก ฉันรีบต่อสายถึงพระอาจารย์ไพศาล เพราะไม่รู้เวลาแน่ชัดว่าออยจะออกเดินทางตอนไหน
พระอาจารย์แจ้งว่า อาจจะติดทำวัตรเย็น จึงต้องให้น้องพยาบาลที่อยู่กับออยต่อสายหาพระอาจารย์ทันที และฉันจึงรีบขับไปรพ. ระหว่างทางวันนั้น ฉันเห็นพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ถือว่าเป็นวันที่พระอาทิตย์สวยงามมากๆวันหนึ่ง…
ฉันถึงรพ. เชคอาการทุกอย่าง ออยดูสุขสบาย ไม่มีอาการหายใจหอบ มียาคุมอาการให้ออยอย่างดี ฉันคุยกับแม่และพี่สาว ว่าออยน่าจะออกเดินทางในเวลาไม่นานจากนี้
แม่พูดออกมาว่า “หัวใจสลายมันเป็นแบบนี้เอง”
ฉันเอาสมุดเบาใจออกมาเปิดอ่านอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกอย่าง จะเป็นไปตามที่ออยเคยเขียนไว้
ฉันเอาที่กั้นข้างเตียงลง หยิบเก้าอี้ให้แม่นั่งข้างออย
พระอาจารย์วางสายไปแล้ว แต่แม่ได้บันทึกเสียงไว้ ฉันจึงขอให้แม่เปิดเสียงพระอาจารย์ให้ออยฟัง เพื่อนำทางออย เพื่อนรักของออยมาถึง ยืนอยู่ข้างเตียง พี่สาวออยอยู่ปลายเตียง
ฉันยืนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า…นี่เป็นครั้งแรกของฉัน ที่ฉันจะยืนส่ง “เพื่อน”ของฉันออกเดินทาง…ฉันคิดในใจ ว่าฉันจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด
ฉันกระซิบบอกออยว่า “ออยพร้อมเมื่อไหร่ ออยเดินทางได้เลยนะ ฉันจะดูแลแม่ให้ออยเอง เอาเสบียงที่เตรียมมาทั้งชีวิต นำทางไป”
หลังจากฟังเสียงพระอาจารย์นำทางรอบที่ 5 ฉันเห็นลมหายใจออยค่อยๆเบาลง และเป็นลมหายใจสุดท้าย เมื่อจบบทสวดบูชาพระรัตนตรัยพอดี…. ไม่น่าเชื่อที่นาทีน้ัน ไม่มีใครมีน้ำตา ทุกคนนิ่งภาวนาเพื่อส่งออย
ฉันรู้สึกถึงช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ ที่ได้อยู่ส่งเพื่อนของฉันออกเดินทาง ฉันอยู่ตรงนั้น ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของเขา ฉันมั่นใจที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งว่าคนตรงหน้าของฉัน ออกเดินทางได้ดีที่สุดจริงๆ
ออยแสดงให้ฉันเห็นถึง “นักสู้ พลังบวก” ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งที่ฉันเคยได้สัมผัส
ในวันที่เขามีชีวิต เขาใช้มะเร็ง เป็นตัวสอนให้เขาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เขาใช้มะเร็ง เป็นพลัง ในการทำงานเพื่อผู้อื่น และในวันที่มะเร็ง รักษาไม่ได้อีก เขารู้ที่จะหยุดสู้กับโรค และมาดูแลเวลาที่เหลือเพื่อการเดินทางครั้งสุดท้ายของเขา….
ออย คือ idol ของหลายคน…และวันนี้ ออยคือ idol ของฉันด้วย
ฉันขออนุญาตออยแล้ว ในการขอเขียนเรื่องของเขา
ซึ่งออยอนุญาตโดยไม่ลังเลเลย ออยบอกว่า ถ้ามันมีประโยชน์ต่อคนอื่น หมอแนตทำได้เลย…
ถ้าเรื่องนี้จะส่งผลดีกับใคร ฉันเองก็ขออนุโมทนาบุญนี้ให้กับออย ไอรีล ไตรสารศรี มาณ ที่นี้ด้วย
ด้วยจิตคารวะ
พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร

ขอบคุณข้อมูลจาก Nittha Oer-areemitr



















