เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก Lesson B ได้โพสต์คลิปสัมภาษณ์ น้าเน็ก มาลง โดยแคปชั่นระบุว่า ความจริงจากปาก..น้าเน็ก ผมขออนุญาตตัดบางส่วนบางตอนของการสนทนา ในอีพีเต็มที่ตั้งใจจะลงเดือนมีนาคมครับ แต่จากกระแสข่าวที่ออกมา ผมคิดว่าบทสนทนานี้ น่าจะทำให้หลายคนได้เข้าใจบางส่วนบางตอนของชีวิต พร้อมระบุในคลิปวิดีโอว่า นี่คือบทสนทนาช่วงที่ยังไม่ได้ออนแอร์จากรายการ Life Lesson บทเรียนเปลี่ยนชีวิต โตโต้ คุยกับ น้าเน็ก โดยในเนื้อหาคลิปวิดีโอดังกล่าว มีการถาม น้าเน็ก ว่ากับเรื่องลูกน้าคิดยังไง? มนุษย์ที่เรียกว่าลูกของน้าเน็กเนี่ยจะมาจุติไหม
น้าเน็ก เผยว่า จริง ๆ แล้วผมมีลูกแล้วนะครับ และผมก็ไม่เคยพูดที่ไหนอย่างจริงจัง และวันนี้ผมก็จะไม่พูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เหตุผลก็คือ
ธุรกิจโฆษณา
ผมไม่อยากให้ใครไปยุ่งกับลูกผม และผมไม่อยากให้เขาเติบโตมาแล้วถูก Label (ติดป้ายตีตรา) ว่า “ลูกน้าเน็ก”
เพราะถ้าเขาทำสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยตัวเขา เขาจะเป็นแค่ “ก็มึงเป็นลูกน้าเน็ก” แต่ถ้าเกิดเขาผิดพลาด เขาจะโดนกระทืบหนักเพราะ “อุตส่าห์เป็นลูกน้าเน็ก” ผมไม่อยากให้เขาต้องมาแบกภาระการที่เขาต้องเป็นลูกใคร ผมก็ดูแลเขามาอย่างดีแล้วนะ แล้วก็…อ่ะโอเค ผมหย่าร้าง แต่ผมก็ดูแลเขามาอย่างดี วันที่ลูกเรียนจบ
เมื่อ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ผมไปงานรับปริญญาลูกผม ผมเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ที่เห็นลูกเรียนจบแล้วครับ ปริญญาตรีครับ นี่คือ “ลูกคนเล็ก” ผมมีลูก 2 คนครับ ซึ่งคนรอบข้างใกล้ชิดของผม เพื่อนลูกที่โรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ก็รู้ว่าเป็นลูกผม ผมไม่ได้หลบซ่อนปิดบัง แต่ผมไม่ได้เอาลูกมาแห่ออกสื่อ และชี้ชัด ๆ ว่านี่คือลูกผม ผมไม่อยากให้เขาโดนตีตรา
ปรัชญาการเลี้ยงลูก
ลูกคนมีชื่อเสียงทุกคนเหนื่อยกับการแบกชื่อเสียงของพ่อ คนพยายามจะไปตัดสินอีกว่า “ก็นี่ไง มึงลูกคนดัง มึงก็ต้องรับภาระหน้าที่นี้” เฮ้ย ผมไม่เชื่อหลักนี้ ผมรู้สึกว่ามันแยกกันได้ ข้อดีเดียวของการเป็นลูกผมคืออะไร…คือโอเค ทำให้ผมมีเงินส่งเสียเลี้ยงดูเขาเหรอ ซึ่งไม่ต้องเป็นลูกคนดังก็ได้ ลูกใครใครก็เลี้ยงได้ แต่เขาไม่มีความจำเป็นต้องมาแบกภาระ เขาต้องมีชีวิตของเขาเอง ซึ่งทั้งคู่ขอบคุณผม เขาเข้าใจ เขาไปฝึกงานไปทำอะไร เขาชอบในการที่ไม่ต้องปูพรม ไม่ต้องมีอภิสิทธิ์ เขาได้รับการเรียกชื่อเขา ไม่ต้องได้รับการพูดถึงว่าเป็นลูกน้าเน็ก
ผมเลี้ยงเขาเหมือนที่ผมได้รับการเลี้ยงมา คืออะไรก็ได้ เริ่มต้นจากเขา ขอให้เขาได้เป็นเขาในแบบที่เขาเป็นจริง ๆ ถ้าเขารู้สึกว่าเขาไม่เสีย ผมไม่ซ่อม ถ้าเขาไม่ได้ต้องการคำสั่งสอน ผมไม่สอน เขาต้องการคำแนะนำ เขาจะรู้ว่าเขามีผมอยู่เสมอ เอาลูกเป็นศูนย์กลาง
ความรู้สึกเมื่อเห็นลูกโต
ในสายตาปะป๊า หนูก็เป็นเด็ก 5 ขวบอยู่ดีวันยันค่ำ อยากอุ้มเล่น ผมปฏิบัติกับเขาเหมือนเด็ก 5 ขวบตลอดเวลา จูงมือ ทำอะไรให้ เปิดประตูให้ หาอะไรให้กิน ซึ่งจริง ๆ ไม่ต้องทำก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กเปี๊ยกตลอดเวลา และผมชอบความรู้สึกนั้นมาก ลูก ๆ ก็ชอบความรู้สึกนั้นครับ
หลายครั้งที่คนไม่รู้ว่าผมมีลูก เวลาผมตอบปัญหาในคอนเทนต์ผม ก็จะมีคอมเมนต์ว่า “มึงไปมีลูกก่อนดีกว่าไป มึงทำมารู้ดี” ผมก็ไม่อ่านนะ ไม่ตอบโต้ เพราะผมรู้สึกว่าเวลาใครวิพากษ์วิจารณ์เราโดยไม่รู้จักเราจริง ๆ นอกจากมึงจะเสร่อแล้วยังดูน่าขบขันด้วย.














