เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ดร.นันทนา ซัดเดือด “รัฐบาลฝึกงาน” รับมืออุทกภัยภาคใต้ล้มเหลวทุกด้าน ชี้ไร้แผน ไร้เอกภาพ สื่อสารผิดพลาด ซ้ำทำงานแบบอีเว้นท์ ขณะที่ประชาชนกว่า 3 ล้านชีวิตเผชิญน้ำท่วมประวัติการณ์ไร้การเตือนภัยและช่วยเหลือทันเวลา


อภิมหาอุทกภัยภาคใต้ “รัฐบาลฝึกงาน” สอบตก
น้ำท่วมใหญ่ในรอบสามร้อยปีของภาคใต้ เกิดขึ้นพร้อมๆกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เวียตนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ มาเลเซีย เป็นปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกรวน การบริหารจัดการปัญหาภัยพิบัตินี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลแต่ละประเทศ
วันที่ 19 พฤศจิกายน เริ่มมีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมสูงถึง 880 มม./ ชั่วโมง มวลน้ำไหลเข้าท่วม จนมิดหลังคาเรือนในที่สุด ส่งผลให้มีผู้คนจำนวนมาก ติดอยู่ในบ้านพักอาศัย โดยหาทางออกไม่ได้ ไม่มีอาหาร ไม่ไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่อาจติดต่อขอความช่วยเหลือได้
ฝนที่กระหน่ำลงมาเรียกกันว่า Rain Bomb ตกอย่างหนักและต่อเนื่อง น่าจะเป็นสัญญานให้รัฐบาลตื่นตัวและรีบวางแผนในการรับมือกับภัยพิบัตินี้ เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างเวียตนาม มาเลเซีย ก็เผชิญภาวะนี้มาแล้ว แต่รัฐบาล กลับมองว่า นี่ก็เป็นน้ำท่วมอีกครั้งหนึ่ง ที่ไม่ต่างจากภาคอื่นๆ จึงมิได้วางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ ไม่มีการตั้งศูนย์บัญชาการ ไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจน ไม่มีการบูรณาการหน่วยงานความช่วยเหลือใดๆ นายอนุทิน แก้ปัญหาด้วยการ ไปผัดข้าวโชว์ เอาของไปแจก เหมือนเป็น “อีเว้นท์” ที่นักการเมืองโบราณทั้งหลายชอบใช้ เพราะคิดว่าจะได้รับคะแนนเสียง เพราะใกล้เลือกตั้งแล้ว

การแก้ปัญหาโดยขาดวิสัยทัศน์ และไม่เป็นมืออาชีพ ย่อมส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง ประชาชนไม่ได้รับการเตือนภัยอย่างทันท่วงที ทั้งที่ CELL BOARDCAST พร้อมใช้งานแล้ว รัฐบาลขาดข้อมูลที่จะประเมินระดับน้ำ เพื่อจะส่งคำเตือนให้ประชาชนอพยพได้ทัน การจัดเตรียมพื้นที่สำหรับเป็นที่พักพิงชั่วคราวให้เพียงพอ ขาดการประสานงาน ในระหว่างหน่วยงานราชการ และหน่วยอาสาสมัครต่างๆ ขาดอุปกรณ์เครื่องมือในการช่วยเหลือผู้คนที่ติดตามบ้าน ไม่มีแผนการจัดการผู้ป่วยในโรงพยาบาล รวมทั้งการสื่อสารที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่รัฐบาลทำนั้น ช้าเกินไป น้อยเกินไป ขาดประสิทธิภาพ และขาดเอกภาพ สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่าสามล้านชีวิต
การตั้งศูนย์บัญชาการน้ำท่วม เป็นไปหลังสถานการณ์วิกฤติหนักแล้ว และยังตั้งผู้บัญชาการถึงสามคน ซึ่งขัดกับหลักการบริหารในภาวะวิกฤติที่ต้องการเอกภาพสูงสุด ที่เรียกว่า “ Single Command” ผู้ปฏิบัติงานจึงไม่ทราบจะฟังใคร อีกทั้งการสื่อสารต่อภาคประชาชน ก็ขาดข้อมูลพื้นฐาน ไม่ชัดเจน จึงสร้างความสับสน ต่อการตัดสินใจของประชาชน ตัวอย่างเช่น ที่รัฐบาลประเมินว่าสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำได้ หรือข้อมูลผู้เสียชีวิต ที่ภาครัฐประเมินหลักสิบ แต่ข้อมูลจากอาสาสมัครนั้นเกินร้อย และสุดท้ายเมื่อสื่อมวลชน ถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล รัฐมนตรีก็แค่ลุกเดินจากไป ก็จบเท่านั้น
นี่คือสถานการณ์จริง น้ำท่วมจริง คนเสียชีวิตจริง เราไม่มีเวลาให้กับ “รัฐบาลฝึกงาน” มาลองบริหารประเทศดู เพราะนี่คือความสูญเสีย นี่คือโศกนาฏกรรม ที่เรียกกลับคืนไม่ได้ หากบริหารแบบมืออาชีพไม่เป็น ก็ถอยออกไป






















