เชื่อผิดวิธี! ชายเป็นเบาหวานปฏิเสธยาหมอ 10 ปี ดื่มแต่ “น้ำกระเจี๊ยบเขียว” สุดท้ายตัวโชยกลิ่นปัสสาวะ-ไตวายต้องล้างไตตลอดชีวิต
ในโลกออนไลน์และกลุ่มผู้รักสุขภาพมักมีการแชร์สูตรธรรมชาติบำบัดกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าการดื่ม “น้ำกระเจี๊ยบเขียว” สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ซึ่งดึงดูดผู้ป่วยเบาหวานที่กลัวการทานยาเคมีให้หันมาลองใช้ตามๆ กัน
ทว่าล่าสุด นพ.หงหย่งเสียง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต จากไต้หวัน ได้ออกมาแชร์อุทาหรณ์เตือนสติคนไข้รายหนึ่งที่หลงเชื่อความเชื่อนี้อย่างสุดโต่ง ปฏิเสธการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันนานร่วม 10 ปี จนสุดท้ายลงเอยด้วยภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายและต้องล้างไตไปตลอดชีวิต
หมอเคลียร์ชัด “น้ำกระเจี๊ยบเขียว” ลดน้ำตาลได้จริง แต่ “ทดแทนยาไม่ได้”
สำหรับข้อสงสัยที่ว่าน้ำกระเจี๊ยบเขียวช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้จริงหรือไม่? นพ.หงหย่งเสียง ได้ให้คำตอบในรายการกูรูสุขภาพ “Doctor is So Spicy” โดยยอมรับว่า “ลดได้จริง” เนื่องจากสารเมือกเหนียวๆ ในกระเจี๊ยบเขียวคือเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งเช่นเดียวกับเห็ดหูหนูดำหรือมะระขี้นก
สารอาหารเหล่านี้มีแคลอรีต่ำ เส้นใยสูง และมีสารพฤกษเคมีสูง ซึ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้อิ่มนานและลดปริมาณการทานอาหารในแต่ละมื้อลง จึงมีส่วนช่วยในการควบคุมดัชนีน้ำตาลได้
“แต่มันสามารถนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานทดแทนยาได้ไหม? คำตอบคือ ไม่ได้อย่างเด็ดขาด” คุณหมอกล่าวเน้นย้ำ

เปิดไทม์ไลน์ 10 ปี จากคนกลัวยา สู่กลิ่นยูเรียโชยตัว-ไตพังยับเยิน
คุณหมอได้เล่าถึงเคสคนไข้ชายวัยกลางคนรายหนึ่งที่เข้ามารักษาด้วยอาการเบาหวานในระยะแรก เริ่มต้นมีค่าน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ 200 mg/dL และมีค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงถึง 8.0% ซึ่งในทางการแพทย์หากคนไข้ยอมรับประทานยาอย่างถูกต้องในปีแรก จะมีโอกาสสูงถึง 85% ที่ร่างกายจะฟื้นฟูกลับมาใกล้เคียงคนปกติ
แต่คนไข้รายนี้กลับหายไปครึ่งปี และกลับมาพร้อมอวดผลค่าน้ำตาลสะสมที่ลดลงเหลือ 7.8% โดยบอกว่าตนเองไม่ได้กินยาเลยแม้แต่เม็ดเดียว แต่ดื่มน้ำกระเจี๊ยบเขียวทุกวันแทน แม้หมอจะพยายามเตือนว่าน้ำกระเจี๊ยบเขียวเป็นเพียงตัวช่วยเสริม และต้องใช้คู่วิธีการรักษาหลัก แต่คนไข้ก็เลือกที่จะไม่ฟังและเปลี่ยนโรงพยาบาลหนีไป
- ผ่านไป 5 ปี: คนไข้รายเดิมกลับมาพบหมออีกครั้งด้วยอาการปัสสาวะเป็นฟองสบู่จำนวนมาก จากผลตรวจพบภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างรุนแรง ซึ่งโดยปกติแล้ว โรคเบาหวานจะใช้เวลาทำลายไตเฉลี่ยประมาณ 15 ปี แต่ชายรายนี้ใช้เวลาเพียง 5 ปีเนื่องจากน้ำตาลในเลือดวิกฤตสะสมจากการไม่ยอมทานยาและใช้แต่น้ำกระเจี๊ยบเขียวบำบัด
- ผ่านไป 10 ปี: ชายคนเดิมกลับมาในสภาพที่มี “กลิ่นปัสสาวะ” (กลิ่นของเสียยูเรีย) โชยออกจากร่างกายอย่างชัดเจน ค่าการทำงานของไตวิกฤตขั้นสุดจนเข้าสู่ “ภาวะไตวายเรื้อรังระยะที่ 5” และในเวลาเพียง 6 เดือนหลังจากนั้น เขาก็ต้องกลายสภาพเป็นผู้ป่วยในห้องล้างไตอย่างถาวร
นพ.หงหย่งเสียง ทิ้งท้ายด้วยความสลดใจว่า โดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จากวันที่วินิจฉัยจนถึงขั้นต้องล้างไตจะใช้เวลายาวนานถึง 25-30 ปี หรือสถิติคือ “ผู้ป่วย 6 ใน 10 คน ไม่จำเป็นต้องล้างไตเลยตลอดชีวิต”
จึงอยากฝากเตือนประชาชนว่า อาหารธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อย่าหลงเชื่อจนนำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะหรือยาหลักที่แพทย์สั่งเมื่อยามเจ็บป่วยเด็ดขาด เพราะหากเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ได้อาจได้ไม่คุ้มเสีย














